google search

Google

สามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่เลย

clock

ปฏิทิน

เทคโนโลยีทันสมัย

ภาพถ่ายนักเรียนน่ารักๆ-วัยรุ่น-นักศึกษา-นางแบบ-ดารา

สาวสวยเซ็กซี่-สาวน่ารัก

วิทยาศาสตร์

รูปแปลก-ภาพแปลก-ภาพขำขำ

เรื่องน่ารู้ทั่วไป

สัตว์บก-สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ -สัตว์น้ำ -สัตว์ปีก -สัตว์เลื้อยคลาน -สัตว์ในวรรณคดี

BlogRoll

7 สิ่งมหัศจรรย์ยุคกลาง

7 สิ่งมหัศจรรย์ยุคปัจจุบัน

จระเข้ประหลาดในยุคครีเตรเซียส

Miami : สวรรค์...หรือดินแดนอาชญากรรม

ไขปริศนาปลาพญานาค

7 สิ่งมหัศจรรย์ยุคโบราณ

การกลับมาของ "อเล็กเซย์" เมื่อราชวงศ์โรมานอฟได้คืนชีพ ?!

ปลาหมึกยักษ์ อสูรร้ายใต้สมุทร

แกะปมปริศนาลำแสงมรณะของอาร์คิมิดีส

ความเชื่อในสิ่งลึกลับ : หมอผีวูดู

นอสตราดามุส ผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน

The Witch Hunts : การล่าแม่มด

ตำนานแม่มดแห่งเมือง Blair

flag

free counters

เรียวมะ ซาคาโมโต : บุรุษทรนง

ยอดชู้รักแห่งประวัติศาสตร์

ตำนานมนุษย์หมาป่า

สยามประเทศ ก่อนปรากฏบนแผนที่โลก

การกลับมาของโรคระบาด

ตามหา"ไอ้ตีนโต" มนุษย์วานรดึกดำบรรพ์

มหันตภัยธรรมชาติในอนาคต

มังกรมีจริงหรือเพียงแค่ตำนาน ?

สูตรลึกลับของเครื่องดื่ม โคคา-โคล่า

ปริศนารูปถ่ายของยูนิคอร์น

ภาพถ่ายวิญญาณจากต่างแดน

ภาพถ่ายวิญญาณ (ภาค2)

ภาพถ่ายศพนางเงือก

ปริศนาสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า

ภาพถ่ายวิญญาณ

เรื่องสยองที่ abac

ภาพถ่ายวิญญาณของไทย

ผีในการท่องเที่ยว

ซุปเด็กสุดสยอง

สิ่งก่อสร้างที่น่ามหัศจรรย์ของโลก

ตัวอะไรเนี่ย

photo หน้า...น่าเกลียด

15 โรงแรมแปลก แหวกแนวสุดยอด

''โคลอสเซียม'' : สังเวียนแห่งความตาย

1 วัน ไม่ได้มี 24 ชั่วโมง ( A day is 23 hours 56 minutes 4 seconds )

"นาซ่า"มั่นใจดาวอังคาร เคยมีน้ำ-เดินหน้าหาสิ่งมีชีวิต

ว่าด้วยเรื่องแปลกๆ ของไก่

เปิดตำนานกรุสมบัติวัดราชบูรณะ

อาถรรพณ์ปูโสม : วิญญาณเฝ้าทรัพย์

นักเล่านิทานบันลือโลก

มัมมี่แห่งศตวรรษที่ 21

ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เพราะเหตุใด ?

ผู้ติดตาม

friend

วันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553

ส่วนผสม

ปลาซาดีนในซอสมะเขือเทศ 190 กรัม
ก้านขึ้นฉ่ายหั่นตามขวางบาง ๆ 1/2 ถ้วย
ขนมปังครีมแครกเกอร์ประมาณ 20 แผ่น
ซอสซัลซ่า 1 ส่วน
ใบขึ้นฉ่ายสำหรับตกแต่งหน้า
วิธีทำซอสซัลซ่า

มะเขือเทศ 5 ผล
(ลวกในน้ำเดือด ลอกผิวทิ้งหั่นเนื้อเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมหรือใช้เนื้อมะเขือเทศกระป๋อง)
ซอสเนื้อมะเขือเทศกระป๋อง 1/4 ถ้วย
พริกชี้ฟ้าแดงหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม 2–3 เม็ด
เกลือป่น 1 1/2 ช้อนชา
กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
น้ำตาลทราบ 2–3 ช้อนโต๊ะ
ต้นหอมหั่น 5 ต้น
ผสมส่วนผสมให้เข้ากันดี ตักใส่ภาชนะปิดฝาเก็บไว้ในตู้เย็นได้เป็นอาทิตย์
วิธีทำแครกเกอร์ซาร์ดีนซัลซ่า

บิเนื้อปลาเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ซอสซัลซ่าลงคลุกก้านขึ้นฉ่าย ตักทาหน้าแครกเกอร์ ประดับด้วยใบขึ้นฉ่าย



บทความจาก : แม่บ้านทันสมัย

ส่วนผสม

ฟักเขียว 500 กรัม
ซี่โครงหมู 400 กรัม
เห็ดหอม 3 ดอก
พริกไทยป่น 1 ช้อนชา
ซีอิ้วขาว 4 ช้อนโต๊ะ
น้ำซุป 10 ถ้วย
วิธีทำ

สับซี่โครงหมูเป็นชิ้นขนาดพอเหมาะไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป
ปอกเปลือกฟักเขียวแล้วคว้านไส้ออกหั่นเป็นชิ้นขนาด 1 นิ้ว
นำเห็ดหอมมาแช่ให้นุ่มหั่นเป็น 2 ชิ้น
นำน้ำซุปใส่หม้อ ตั้งไฟให้เดือด ใส่ซี่โครงหมูเคี่ยวจนเปื่อยดี ปรุงรสด้วยซีอิ้วขาว เกลือป่น เห็ดหอม ฟักเขียว เคี่ยวต่อไปจนฟักนุ่ม ยกลง ตักใส่ชาม เหยาะพริกไทย พร้อมเสิร์ฟ
ส่วนผสม

ปูทะเล 1 ตัว
พริกไทยดำ 1 ช้อนชา
กระเทียม 1/2 ช้อนชา
หอมเล็กสับหยาบ 1/2 ช้อนชา
น้ำซุปหรือน้ำเปล่า 1 ถ้วย
น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ้วดำ 1/2 ช้อนชา
เม็ดพริกไทยสด 2 ช้อนโต๊ะ
แป้งข้าวโพดละลายน้ำเล็กน้อย
วิธีทำ

ดึงกระดองปู ฟองน้ำข้างตัวปูออก ล้างให้สะอาดสับเป็นชิ้นใหญ่ ก้ามปูทุบพอเปลือกแตก นำไปลวกในน้ำเดือด พักไว้
คั่วพริกไทยดำให้หอม นำมาบดหยาบพักไว้
เจียวกระเทียม หอมแดงในน้ำมันจนเหลืองหอม ใส่พริกไทยที่บดไว้ ตามด้วยน้ำมันหอย ผัดให้เข้ากันแล้วค่อยๆ เติมน้ำซุปลงไปจนหมด ใส่น้ำตาลทราย ซีอิ้วดำ และปูที่ลวกไว้ ผัดพอเข้ากัน ใช้ฝาหม้อปิดไว้ ตั้งไฟอ่อนๆ จนเหลือน้ำขลุกขลิก ใส่แป้งข้าวโพดละลายน้ำเพื่อให้รสชาติเกาะติดเนื้อปู ตามด้วยพริกไทยสด ตัดขึ้นรับประทานร้อนๆ
Tips


ก้ามปูเมื่อทุบแล้วจะแกะเปลือกออก ชุบไข่ขาวและแป้งสาลีบางๆ ก่อนนำมาผัดจะทำให้กินง่ายขึ้น
เมื่อใส่แป้งข้าวโพดละลายน้ำต้องผัดไวๆ เพราะอาจจะติดกระทะได้







นิตยสาร Health & Cuisine

ส่วนผสม

น้ำซุปปลาแห้งญี่ปุ่น 4-5 ถ้วย
ข้าวบาร์เลย์ 1/2 ถ้วย
กระหล่ำปลี แครอท หัวไฉเท้าหั่นสี่เหลี่ยมเล็กรวมกัน 2 ถ้วย
ซีอิ้วญี่ปุ่น (โชยุ) 1/2 ช้อนชา
น้ำมันพืช
เกลือเล็กน้อย
วิธีทำ

แช่ข้าวบาร์เลย์ค้างคืนไว้ พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
ผัดกระหล่ำปลี แครอท หัวไฉเท้ากับน้ำมันจนหอมและผักจนสลด เติมน้ำซุปปลาแห้งพอท่วม แล้วจึงใส่ข้าวบาร์เลย์ต้มรวมกันจนเดือด ใส่น้ำซุปที่เหลือต้มจนข้าวบาร์เลย์สุกนิ่ม ปรุงรสด้วยโชยุหรือซี้วก็ได้ ไม่ต้องใส่มากเพราะสีและกลิ่นจะแรง ใส่เกลือ โรยพริกไทยก่อนเสิร์ฟ


นิตยสาร Health & Cuisine
ส่วนผสมเค้ก

แป้งเค้กวานิลลา 250 กรัม
ไข่ไก่ 3 ฟอง
น้ำ 50 มิลลิลิตร
เนยจืด 75 กรัม
ไส้พายแอปเปิ้ล 150 กรัม
ครัมเบิล

น้ำตาลทราย 40 กรัม
แป้ง 75 กรัม
เนยจืด 40 กรัม
คอร์นเฟลกส์ 35 กรัม
วิธีทำเค้ก

ผสมแป้งเค้กวานิลลา ไข่ไก่ เนย (ละลายไว้แล้ว) และน้ำในชาม
ผสมให้เข้ากันดี
เทลงในพิมพ์
ใส่ไส้พายแอปเปิ้ลด้านบนเค้ก
วิธีทำครัมเบิล

ผสมน้ำตาลทราย เนยจืด และแป้งให้เข้ากัน
เติม คอร์นเฟลกส์
ราดลงด้านบนของเค้ก
พร้อมเสิร์ฟได้ทันที
บทความจาก : ข้างกล่อง Cornflakes
เทพแต่ละองค์ก็มีนิสัยและชาติกําเนิดต่างกัน ทําให้คนที่เกิดในวันต่าง ๆ มีนิสัยไม่เหมือนกันไปด้วย เรามาลองดูสิว่านิสัยของคุณ ๆ คล้าย ๆ กับเทพประจําวันเกิดหรือเปล่า

1 พระอาทิตย์ พระอาทิตย์เป็นลูกของ นางอทิติ แต่จัดว่าเป็นเด็กอาภัพ เนื่องจากเกิดมาก็มีแสงร้อนแรงจนชาวบ้านไม่กล้าเข้าใกล้ ทําให้พ่อแม่ตีตัวออกห่างกันหมด พระอาทิตย์ ก็เลยกลายเป็นเด็กที่ร้อนแต่ตัว แต่จิตใจกลับแห้งแล้งขาดความอบอุ่น ซํายังต้องเร่ร่อนไปเรื่อย ๆ ไม่มีใครอยากให้อยุ่ด้วย จนกระทั่งโตเป็น หนุ่มพระอาทิตย์ ก็ได้พบรักและแต่งงานกับ พระนางสัญญา ธิดาของพระวิศวกรรม แต่ด้วยความที่พระผัวทรงฮีทจัด เมียก็ทนร้อนไม่ไหวจึงต้องหนีไป เจอแบบนี้ พระอาทิตย์ จึงกลายเป็นเทพที่มีปัญหา พ่อแม่ก็ไม่เอา เมียก้ยังมาทิ้ง แทบอยากจะบ้าให้รุ้แล้วรุ้รอดไปเลย พ่อตาหรือ พระวิศวกรรม เห็นแล้วก็สงสารลูกเขย ก็เลยตัดสินใจเอาชีวิตเข้าเสี่ยงยอมทนร้อนเข้าไปคลุกวงในขูดผิวกายของลูกเขย เพื่อดึงความร้อนออกมาซะบ้าง จากนั้นก็เอาเศษผิวเหล่านั้นไปประดิษฐ์เป็นอาวุธ

2 พระจันทร์ กําเนิดของพระจันทร์ พระอิศวร เป็นผุ้สร้างขึ้นมาจากผงนางฟ้า 15 นาง และตํานานเล่าว่า เทพองค์นี้กําเนิดขึ้นจากการกวนนําทิพย์ของเทพและอสูร แต่ไม่ว่าจะเกิดมาอย่างไร สี่งที่แท้จริงและแน่นอนก้คือ พระจันทร์ เป็นเทพที่มีรูปร่างสง่างามมาก สาวๆเทพสวรรค์แทบทุกองค์อยากจะเป้นกิ๊กของเทพองค์นี้กันทั้งนั้น และ พระจันทร์ก็เป้นคนใจอ่อน ไม่อยากให้สาวๆ เสียนําใจเลยกวาดนางฟ้ามาเป็นกิ๊กทั้งหมดสวรรค์ไปเลย

3 พระอังคาร พระอังคารเป็นบุตรของ พระนารายณ์ กับ พระธรณี มีอารมณ์รุนแรง นิสัยดุร้าย เจ้าอารมณ์จนใคร ๆ กลัวไปตาม ๆกัน ยี่งบริวารแล้วแต่ละคนอยากจะลาออกวันละหลาย ๆ รอบ แต่ พระอังคาร รบทัพจับศึกเก่งมาก ด้วยความเก่ง พระอิศวร จึงทรงมอบหมายให้ไปเฝ้าเขาพระเมรุด้านทิศอาคเนย์เอาไว้

4 พระพุธ พระพุธ เป็นบุตรของ พระจันทร์ กับ พระนางโรหิณี เรื่องเศร้าในชีวิตขององค์เทพนี้อยุ่ที่ทรงไปปิ้งรักกับยายกะล่อนที่ชื่อว่า พระนางอิลา ซึ้งจริง ๆ แล้วเป้นผุ้ชายแต่ทะเล้นชอบแปลงเป้นผุ้หญิงมาหลอกให้ พระพุธ พลอยลักเพศไปด้วย(แบบไม่เจตนา) ต่อมา พระนางอิลา ก็ถูก พระอิศวร ลงโทษสาปให้เป้นชายกับหญิง (แท้) สลับกันไปเรื่อย ๆ เลยเป็นโชดดีของ พระพุธ ที่ยังมีวันที่เมียได้เป้นผุ้หญิงจริง ๆกับเค้าบ้าง ไม่งั้นคงสยึมกึ๋ยกันทั้งสวรรค์

5 พระฤหัส เทพองค์นี้เป็นเทพแห่งปัญหา เป้นอาจารย์ของเทวดาทุกองค์ จุดเด่นคือเวลาจะไปไหนต้องถือกระดานจดชวเลขติดมือไปด้วย เพื่อเอาไว้เลคเชอร์ลูกศิษย์ได้ตลอด พระหฤหัสบดี เป้นบุตรของ พระอังคิรสมนี กับ พระนางสมปฤดี ซึ้งตระกูลฤาษีโดยแท้ พระองศ์มีพระเหสี 2 พระองค์นามว่า พระนางดารา และ พระนางมนตา เรืยกว่าฉลาดด้วยเจ้าชุ้ด้วย เมียเดียวไม่พอ พี่ต้องขอสอง

6 พระศุกร์ เทพองค์นี้เป้นคนดี ไปที่ไหนก็มีแต่คนรักเพราะเป้นคนรักสงบ ไม่ชอบเอาเรื่องเอาราวกับใครทําให้มีเพื่อนมาก ใคร ๆ ก็จะจ้องเอาเปรียบ เอ๊ย จ้องจะมาเอ้นดู พระศุกร์ กันทั้งนั้น ด้วยความดีทําให้ได้รับหน้าที่ดูแลเขาพระเมรุด้านทิศอุดร คนละทิศกับพระอังคาร

7 พระเสาร์ พระเสาร์เป็นโอรสของ พระอาทิตย์ และ พระนางสัญญา นิสัยใจร้อน ไม่ชอบอ่อนข้อให้ใครตามประสาลูกคนมีอิทธิพล มีโลกส่วนตัวสูง ไม่ชอบยุ่งกับชาวบ้าน แต่ชอบทํางานที่ได้หน้า ถ้าปิดทองหลังพระ เทพองค์นี้ขอบายลูกเดืยว จะเรืยกว่าฉลาดแกมโกงนิด ๆ ก็ได้มั้ง


thainn
อาการสำรวมจิตมี 3 อย่าง

1.สำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มิให้ความยินดีครอบงำในเมื่อเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะอันน่าปราถนา

2.มนสิการกัมมัฏฐานอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันทะ คือ อสุภะ และกายคตาสติ หรืออันยังใจให้สลด คือ มรณสติ

3.เจริญวิปัสสนา คือพิจารณาสังขารแยกออกเป็นขันธ์ สันนิษฐานให้เห็นเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

กิเลสกาม คือ เจตสิกอันเศร้าหมอง ชักให้ใคร่ ให้รัก ให้อยากได้ กล่าวคือ ตัณหา ความทะยานอยาก ราคะ ความกำหนัด อรติ ความขึ้งเครียด เป็นต้น
จัดว่าเป็นมาร เพราะเป็นโทษล้างผลาญคุณความดีและทำให้เสียคน

วัตถุกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นของน่าชอบใจจัดเป็นบ่วงแห่งมาร เพราะเป้นอารมณ์เครื่องผูกใจให้ติดแห่งมาร

บ่วงแห่งมารนี้ ผู้ที่สำรวมระวังจิตด้วยวิธีทั้ง3วิธีดังกล่าวแล้วจึ งจะสามารถหลุดพ้นจากอำนาจของมันได้
(อิงจาก หนังสือธรรมวิจารณ์ น.ธ.เอก)
สิ่งที่จิตระลึกถึงก่อนตายมี ๓ ชนิด คือ

๑. กรรม

ภาพกรรมดีกรรมชั่วที่เคยทำในอดีตมักหวนกลับมาปรากฏให ้เห็นทั้งๆ ที่เราลืมไปนานแล้ว เช่นใครเคยฆ่าคนตาย ภาพเหตุการณ์เกี่ยวกับฆาตกรรมจะกลับมาปรากฏในจิต ถ้าเคยช่วยชีวิตคนไว้ภาพตอนนั้นจะมาปรากฏ นี้แสดงว่านึกถึงกรรมหรือกระบวนการทำความดีหรือความช ั่ว ดังพระบาลีว่าในสมัยนั้น กรรมทั้งหลายที่ตนทำไว้ก่อนนั้น ย่อมเกาะติดในจิตของบุคคลผู้ใกล้ตายนั้น

๒. กรรมนิมิต

บางคนเคยเห็นภาพที่เป็นสัญลักษณ์ของการทำกรรม เช่นบางคนเห็นมีดที่ตนเคยใช้ฆ่าวัว บางคนนึกถึงภาพโบสถ์วิหารที่ตนเคยสร้าง เราระลึกถึงนิมิตของกรรมใด ก็จะไปเกิดใหม่ตามพลังของกรรมนั้น

๓. คตินิมิต

บางคนไม่นึกถึงกรรมในอดีต แต่กลับนึกถึงภาพของที่ที่จะไปเกิดในชาติหน้านั้น คือเห็นคตินิมิต หมายถึงภาพเกี่ยวกับที่ที่จะไปเกิด เช่นใครที่จะไปเกิดในสวรรค์ คนนั้นจะนึกเห็นวิมาน ใครจะไปเกิดเป็นประเภทสัตว์กินหญ้า จะนึกเห็นทุ่งหญ้าเขียวขจี ภาพเหล่านี้เป็นนิมิตที่บอกล่วงหน้าว่าเราจะไปเกิดใน ภพภูมิใด คงเหมือนกับภาพที่บางคนฝันเห็นล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุก ารณ์จริงๆ (สุบิน)

รวมความว่าในวาระสุดท้ายของชีวิต จิตของเราระลึกถึงกรรม กรรมนิมิตหรือคตินิมิตประเภทใด เราจะไปเกิดในภพภูมิอันสอดคล้องกับกรรม กรรมนิมิตหรือคตินิมิตประเภทนั้น ดังนั้นบางคนวางแผนลักไก่คือชั่วชีวิตเขาทำบาปมากกว่าบุญ เขาจึงกะจะนึกถึงกรรมดีนิดหน่อยนั้นก่อนตาย ถ้านึกถึงพระด้วยตนเองไม่ได้ ก็สั่งลูกช่วยเตือนความจำ คนเรามักจะเตือนคนใกล้ดับจิตให้นึกถึงพระเอาไว้ แต่ใครทำบาปไว้มากคงไม่อาจหลอกตัวเองก่อนตายได้ ดังมีเรื่องเล่าว่า เสี่ยคนหนึ่งเป็นพ่อค้าขายข้าวเปลือก ชอบโกงชาวบ้านด้วยวิธีตวงข้าวเปลือกไม่เต็มถัง พอเสี่ยคนนี้ใกล้ตาย ลูกสาวก็กระซิบให้เตี่ยนึกถึงพระด้วยการบริกรรมว่า สัมมา อะระหังๆ แต่เตี่ยบริกรรมตามว่า สัมมา กี่ถังๆ

แท้ที่จริงนั้น กรรมที่ปรากฏในจิตก่อนตาย มีลำดับการให้ผลก่อนหลัง ซึ่งแบ่งออกเป็น ๔ ชนิดคือ

๑. ครุกรรม (กรรมหนัก)

กรรมหนักจะให้ผลก่อนกรรมอื่นๆ ถ้าใครทำกรรมหนักภาพของกรรมหนักจะปรากฏในจิตก่อนตาย กรรมอื่นต้องรอโอกาสต่อไป กรรมหนักฝ่ายดี เช่น สมาบัติ ๘ กรรมหนักฝ่ายไม่ดี คืออนันตริยกรรม ๕ เช่น ฆ่าพ่อฆ่าแม่ เป็นต้น

๒. อาจิณกรรม (กรรมที่ทำจนชิน)

ถ้าไม่มีกรรมหนัก อาจิณกรรมจะให้ผลก่อนคือปรากฏในจิตก่อนตาย อาจิณกรรมหมายถึงกรรมที่ทำสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย กรรมประเภทนี้มีความสำคัญรองมาจากครุกรรม

๓. อาสันกรรม (กรรมใกล้ตาย)

ถ้าไม่มีครุกรรมและอาจิณกรรม อาสันกรรมจะให้ผล อาสันกรรมหมายถึงกรรมทำก่อนสิ้นใจ เช่นการทำสังฆทานก่อนตาย หรือนิมนต์พระมาสวดมนต์ให้ฟังในวาระสุดท้าย

๔. กตัตตากรรม (กรรมที่สักว่าทำ)

ถ้ากรรมสามอย่างข้างต้นไม่มี กตัตตากรรมจะให้ผลโดยมาปรากฏในจิตก่อนตาย กตัตตากรรมหมายถึงกรรมด้วยเจตนาอันอ่อน คือไม่ได้ตั้งใจทำ เช่น เพื่อนเอาซองผ้าป่าให้ เราก็เอาเงินทำบุญใส่ซองทำบุญอย่างเสียไม่ได้ หรือแม่สั่งให้เราใส่บาตรพระเราก็ใส่ไปอย่างนั้นเอง นี้เป็นกตัตตากรรม ที่มีน้ำหนักน้อย เพราะเจตนาอ่อน

เหตุดังกล่าวนี้เองทำให้เราไม่สามารถลักไก่ได้ นั่นคือ เช่นคนที่ทำอาสันกรรมด้วยการใส่บาตรพระ ก่อนตัวเองจะตายย่อมไม่สามารถหนีกรรมหนักที่เกิดจากการฆ่าพ่อแม่ไปได้ เป็นต้น เพราะกรรมต่างๆ ให้ผลตามลำดับอย่างนี้ เราจะไปเกิดที่ไหนก็ขึ้นอยู่กับกรรม กรรมนิมิต หรือคตินิมิตที่เรานึกถึงก่อนตาย
ส่วนผสม

ยำยำ 4 ห่อ
เนื้อหมู 1 ขีด
ปลาหมึก 1 ตัว
กุ้งชีแฮ้ 6 ตัว
ปลานึ่งสุก 1/4 ถ้วย
หอยนางรมสด 15 ตัว
ผักกวางตุ้ง 3 ต้น
หอมซอยละเอียด
ซีอิ้วขาว
น้ำมันสำหรับผัด
พริกเขียวแดง
น้ำส้ม
พริกป่น
ผักกาดหอม
น้ำต้มกระดูกหมู หรือ ไก่
วิธีทำ

ลวกบะหมี่ยำๆ หั่นหมูเป็นชิ้นบางๆ ปลาหมึกบั้งหั่นเป็นชิ้นๆ ผ่าหลังกุ้ง ติดหางเอาไว้ แกะปลานึ่งสุกเป็นชิ้นๆ หั่นผักกวางตุ้งเป็นท่อนๆ
นำกระทะตั้งไฟให้ร้อน ใส่น้ำมันแล้วนำหอมที่ซอยละเอียดเจียวให้หอมเหลืองแล้วจึงใส่หมู กุ้ง ปลาหมึก หอยนางรม ปลา ผัดให้สุก ใส่ผักกวางตุ้งและบะหมี่ยำยำที่ลวกไว้ เติมน้ำซุปเล็กน้อย ปรุงรสด้วยซีอิ้วขาว ตักใส่จานรับประทานร้อนๆ กับพริกดองและผักกาดหอม



ที่มา
hilunch

ส่วนผสม ขนมชั้น

แป้ง 4 ขีด
น้ำตาลทรายขาว 7 1/2 ขีด
มะพร้าวขาว 1/2 ก.ก. หลังจากคั้นจะได้น้ำกะทิ 1.2 ก.ก.
ใบเตยตำละเอียดคั้นน้ำให้ได้ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ



วิธีทำ ขนมชั้น

1. นำแป้งมานวดกับกะทิจนนุ่มมือ
2. เติมน้ำตาลทรายลงในเนื้อแป้งแล้วนวดจนกระทั้งน้ำตาลทรายละลายเข้ากัน
3. น้ำแป้งไปกรองให้สะอาด แล้วแบ่งออกเป็นส่วนๆ ผสมกับใบเตย
4. ผสมสีลงไปตามต้องการ
5. ใช้น้ำมันทาที่ถาดพิมพ์ แล้วนำไปนึ่งให้ถาดร้อนก่อนที่จะหยอดเนื้อแป้ง
6. ตักเนื้อแป้งลงในถาดพิมพ์ แล้วเกลี่ยให้เสมอกัน
7. นำไปนึ่งโดยชั้นแรกนี้ใช้เวลาประมาณ 4 นาที ชั้นที่ 2 ใช้เวลา 5 นาที ชั้นที่ 3 ใช้เวลา 6 นาที ชั้นสุดท้ายใช้เวลา 10 นาที เพียงเท่านี้เราก็จะได้ขนมชั้นสุดอร่อยแล้วหละ





ที่ มา

hilunch
ส่วนผสม ขนมหม้อแกงเผือก

น้ำตาลปึก 1 ถ้วยตวง
กะทิ 1 ถ้วยตวง
ไข่ 1 ถ้วยตวง
เผือกนึ่งยีละเอียด 1 ถ้วยตวง
น้ำมัน 1/4 ถ้วยตวง
หัวหอมซอย 1/3 ถ้วยตวง



วิธีทำ ขนมหม้อแกงเผือก

1. นำน้ำตาล มาผสมลงในน้ำกะทิ คนให้น้ำตาลละลาย แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง
2. ตีไข่ ใส่ลงในเผือก คนให้เข้ากัน แล้วนำกะทิที่ผสมไว้เทลง แล้วคนเข้าให้เขากันอีกรอบ
3. ตั้งกระทะ เจียวหอมให้พอเหลือง
4. ตักขนมที่ผสมไว้ใส่ถาด เพื่อนำเข้าเตาอบ ที่อุณหภูมิ 350 F จนสังเกตุผิวของขนมเป็นสีเหลืองทอง ซึ่งปรกติจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที
5. นำออกจากเตา โรยหน้าด้วยหอมเจียวก็เป็นอันเสร็จ ขนมหม้อแกงเผือก ของพวกเรา
ส่วนผสม

1. ไข่ 1 ฟอง
2. หมูสับ 1/4 ถ้วย
3. กระเทียมดอง 2 หัว
4. กุ้งชีแฮ้ต้มใส่เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ
5. น้ำพริกเผา 1 ช้อนโต๊ะ
6. มะนาวหั่นติดผิว 2 ช้อนชา
7. น้ำตาล 1/2 ช้อนโต๊ะ
8. น้ำปลา 1/2 ช้อนโต๊ะ
9. มะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
10. พริกแดงโรย
11. ผักชีโรย



วิธีทำ

1. เจียวไข่ ให้กรอบหนาๆ หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตัดให้สั้น
2. หมูสับ เอาไปจี่ในกระทะ กดให้แบนทั้ง 2 ด้าน เมื่อเกรียมดีแล้ว ก็ตักขึ้น
3. กระเทียมดองผ่าซีกหั่นตามยาว ละลายน้ำพริกเผา น้ำตาล น้ำปลา มะนาว ชิมรสตามชอบ คลุกเคล้ากับไข่เจียว โรยผักชี และพริกแดงหั่นฝอย เป็นอันเสร็จ

ขึ้นชื่อว่าหมี่กรอบ แต่บางทีก็ไม่กรอบ เรามาดูวิธีทำให้หมี่กรอบ กร๊อบกรอบ กันเถอะ


การทำให้หมี่กรอบสามารถกรอบทนนั้นขึ้นอยู่กับ

ทอดเส้นให้เหลืองกรอบ
น้ำปรุงรสต้องเคี่ยวให้ข้นก่อนคลุก
ต้องคลุกบนเตาไฟอ่อนๆ น้ำปรุงรสจึงจะจับเส้นทั่ว
เนื้อสัตว์ เช่น หมู กุ้ง ต้องหั่นชิ้นเล็กๆ ผัดให้สุกก่อนแล้วจึงคลุกกับน้ำยำ
ทอดเต้าหู้แข็งให้กรอบ
เมื่อกินจึงจะใส่ใบกุยช่าย ถั่วงอก กระเทียมดอง และส้มซ่าหั่นฝอย

ปกติแล้วเวลาเราทำอาหารขึ้นโต๊ะมักจะมีอาหารประเภททอดเป็นหนึ่งในเมนูอยู่เสมอ ตอนทานมันก็อร่อยดีแต่พอตอนเก็บล้างนี่สิมักจะทำให้เราต้องเบื่อกับปัญหา

นั่นก็คือ ปัญหาเรื่องของไขมันที่ไปเกาะตามอ่างล้างจาน ขอบของท่ออ่าง หรือหากอาการหนักอาจจะไปอุดตันภายในเลยก็ได้



วิธีทำความสะอาดคราบไขมันที่เห็นผล ก่อนอื่นให้จัดหาเกลือแกงมาเตรียมไว้ประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ แล้วนำใส่ลงไปในท่อ และนำเบกกิ้งโซดา หรือผงฟูต้มน้ำให้เดือดแล้วเทตามลงไป ไขมันที่เกาะอยู่ตามท่อก็จะหลุดออกอย่างง่ายดายครับ ลองทำกันดู
cto แปลว่า แปด แต่ October เป็นเดือนที่ ๑๐...ทำไม ?

ทำไมจึงเรียกเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นเดือนที่ ๑๐ october "octo" อย่างคำว่า octopus ที่ใช้เรียกปลาหมึกยักษ์ ก็เป็นปลาหมึกที่มีหนวดหรืองวงแปดงวง


ตามปฏิทินโรมันเดิมซึ่งปฏิทินสมัยใหม่ของเราใช้อ้างอิงมีเพียง 10 เดือนเท่านั้น
ปฏิทินโรมันกำหนดขึ้นโดยใช้วงจรปลูกพืชผลเป็นเกณฑ์ ดังนั้นต้นปีจึงเริ่มในช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเดือนมีนาคม ตรงกับฤดูใบไม้ผลิ และปลายปีสิ้นสุดลงในช่วงเวลาหว่านเพาะเดือนธันวาคม ตรงกับฤดูใบไม้ร่วง

ส่วนเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์นั้นไม่นับรวมเข้าไว้ในปฏิทินโรมันเดิม เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีกิจกรรมใดๆ อันเกี่ยวเนื่องกับการเพาะปลูกเกิดขึ้นเลย ด้วยเหตุนี้เดือนตุลาคม หรือ OCTOBER จึงเป็นเดือนแปดเดิมตามปฏิทินโรมัน

คำตอบนี้ยังช่วยอธิบายว่าทำไมจึงเรียกเดือนกันยายนว่า SEPTEMBER ในภาษาละติน septem แปลว่าเจ็ด

เรียกเดือนพฤศจิกายนว่า NOVEMBER novem แปลว่า เก้า

และเรียกเดือนธันวาคมว่า DECEMBER decem แปลว่า สิบ


เหตุใดพระสังกัจจายน์จึงมีรูปลักษณ์แปลกไปกว่าพระพุทธรูปอื่น ๆ คืออ้วนพุงพลุ้ย

พระสังกัจจายน์ หรือพระมหากัจจายนะ เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ท่านเป็นเอตทัคคะ

ในทางอธิบายพุทธพจน์ที่ตรัสไว้โดยย่อให้พิสดาร เกิดที่เมืองอุชเชนี เป็นบุตรของพราหมณ์ปุโรหิตประจำราชสำนัก พระมหากัจจายนะมีนามเดิมว่า กัญจนะ เพราะมีรูปร่างสวย คนทั่วไปจึงเรียกชื่อท่าน ตามสกุลของท่านว่า กัจจายนะ ต่อมามีโอกาสได้เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ได้ฟังพระธรรมเทศนาก็บรรลุอรหัตผลพร้อมกับเพื่อนทั้งหมด และได้อุปสมบทโดยเอหิภิกขุอุปสัมปทา

การที่พระมหากัจจายนเถระเป็นผู้มีรูปงาม มีผิวเหลือง ทำให้พระภิกษุอื่น ๆ เห็นท่านแต่ไกล เข้าใจผิดว่าพระพุทธเจ้ากำลังเสด็จมา จึงลุกขึ้นยืนต้อนรับบ่อยครั้ง และครั้งหนึ่งเกิดเรื่องประหลาดขึ้น

กล่าวคือ เศรษฐบุตรคนหนึ่ง แห่งเมืองโสเรยยะ เห็นพระมหากัจจายนะ แล้วนึกอกุศลว่า หากตนได้ภรรยามีรูปงามอย่างท่าน จะดีนักหนา ด้วยอำนาจบาปนั้น เขาได้กลายเป็นเพศสตรีทันที ด้วยความละอาย เขาจึงได้ไปอาศัยอยู่ที่เมืองตักสิลา จนมีสามีและบุตร ต่อไปเขาได้ไปขอขมาพระมหากัจจายนเถระ จึงได้กลับเพศเป็นชายตามเดิม ว่ากันว่าตั้งแต่นั้นมา พระมหากัจจายนเถระได้อธิษฐาน ให้ร่างกายของท่านอ้วน เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จนชาวพุทธในยุคหลัง ได้สร้างพระพุทธรูปอ้วนลงพุง เป็นอนุสรณ์ให้แก่ท่าน เรียกว่า พระสังกัจจายน์

ในบางถิ่นบางที่ คนที่อยากมีลูกจะไปอธิษฐานขอกับพระสังกัจจายน์ เพราะเชื่อว่าในพุงอันใหญ่ของท่านมีเด็กอยู่
วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553




ถ้าคุณโกรธใครขึ้นมาแล้วไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยแก้สถานการณ์จงทำด้วยตัวเองบางทีใครคนนั้นอาจจะยังคงอยากเป็นเพื่อนกับคุณอยู่และถ้าคุณไม่ทำ พรุ่งนี้อาจสายเกินไป ถ้าคุณตกหลุมรักใครสักคนแต่คนๆ นั้นไม่รู้ จงบอกเค้าไปบางทีคนๆ นั้นอาจจะกำลังรักคุณอยู่ด้วยเช่นกันและถ้าคุณไม่บอกเค้า บางทีพรุ่งนี้อาจจะสายถ้าคุณอยากจะจูบใครสักคนหนึ่งเหลือเกินทำเสียสิบางทีเค้าคนนั้นอาจจะกำลังต้องการจูบของคุณอยู่ก็ได้และถ้าคุณไม่ได้ทำ บางทีพรุ่งนี้อาจจะสายเกินไปถ้าคุณยังคงรักใครสักคนที่คุณคิดว่าป่านนี้เค้าคงลืมคุณไปแล้วจงบอกเค้าวันนี้ บางทีเค้าอาจจะยังคงรักคุณอยู่เช่นกันถ้าคุณไม่บอกเค้าวันนี้ บางทีพรุ่งนี้อาจจะสายเกินไปถ้าคุณต้องการการกอดจากเพื่อนสักคนหนึ่งบอกเค้าสิ บางทีพวกเค้าอาจกำลังอยากให้คุณกอดมากกว่าที่คุณเป็นเสียอีกและถ้าคุณไม่ทำวันนี้ บางทีพรุ่งนี้อาจจะสายเกินไปถ้าคุณรู้สึกว่าเพื่อนคุณแสนดีเหลือเกิน จงบอกพวกเค้าด้วยเพราะเค้าเองก็อาจจะกำลังรู้สึกอย่างเดียวกับคุณเช่นกันถ้าคุณไม่ทำแล้วเค้าต้องจากไปเสียแล้ว บางทีพรุ่งนี้อาจจะสายเกินไปถ้าคุณรักพ่อแม่ของคุณและยังไม่มีโอกาสแสดงออกมา ทำซะเถอะท่านยังอยู่ตรงนั้นเพื่อให้คุณได้มีโอกาสแสดงให้ท่านรู้หากท่านจากไปวันนี้ พรุ่งนี้ก็สายเกินไปเสียแล้วไม่งั้น...บางที...พรุ่งนี้อาจจะสายเกินไป
ขอบคุณสารแนดอมคอม


ความรักที่เกิดขึ้น . . .ท่ามกลางความเหงานั้น เกิดขึ้นได้ง่ายแต่การจะสานความรักต่อ. . .ให้ยืนยาวได้นั้น เป็นเรื่องยากความเหงานั้น . . . มันโดดเดี่ยวเปลี่ยนคนอ่อนไหว . . .ให้กลายเป็นคนอ่อนแอได้จนบางครั้ง . . .ต้องพยายามหาที่ยึดหัวใจไม่ให้เคว้ง ไปตามแรงกระทบของชีวิตและบางครั้ง . . .ก็อาจเผลอ ไปยึดใครสักคน. . .ที่ไม่อาจจะยึดได้เพราะเหตุผล แห่งความเป็นไปไม่ได้ ร้อยพันประการ . . .แต่ . . . เมื่อความรักได้เกิดขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ร่วมได้ หรือไม่ . . . มีสิทธิ์ครอบครอง หรือไม่ . . .ก็ไม่อาจที่จะ . . . ห้ามไม่ให้รู้สึกรักได้เมื่อในที่สุดแล้ว . . .ห้ามไม่ได้ก็อาจจะมีอีก ทางเลือกคือ . . .การปล่อยหัวใจให้ได้ รั กแต่ . . .ต้องหาที่ยืน ที่เหมาะสมให้กับตัวเองหาบริเวณ ให้ตัวเองให้ได้และหักห้ามใจไม่ให้เตลิดก้าวไปไกลจากที่ที่ตัวเองต้องอยู่ . . .นอกจาก . . .กล้าที่จะยืนอยู่ตรงนั้นแล้วก็ต้องกล้าที่จะเชื่อมั่นว่า . . .เราต้องยืนอยู่ตรงนั้นให้ได้และต้องไม่ไปไกลกว่านี้ . . .อยากอยู่ตรงไหนก็ได้ . . . แต่ต้องอยู่ในขอบเขต รักได้เท่านั้นอย่า! ไปเผลอทำร้ายใครให้เจ็บปวด . .
ขอบคุณเว็บสาระแน


เรื่อง "ขี้อาย" จึงไม่ใช่ความแปลกใหม่ของชีวิต แต่เป็นสิ่งที่ใครๆ มีติดตัวมาตั้งแต่เกิดมากกว่า ซึ่ง ข้อดี ของความขี้อายมันก็มีอ่ะนะ เช่น ทำให้เป็นคนสุภาพเรียบร้อย และทำให้เป็นคนมีมารยาททางสังคม แต่ ข้อเสีย ของการเป็นคนขี้อายก็มีเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเผื่อคุณอยากรู้จักมักจี่ หรือสนิทสนมผสมรักกับใครสักคนขึ้นมา แต่ไม่กล้าแสดงออกให้เค้ารู้ หรือไม่กล้าเข้าไปทักทายโอภาปราศรัยก่อน ก็ทำให้คุณเสียโอกาสที่จะคว้าใครสักคนมาเป็นแฟน... จริงไหมล่ะ ยิ่งเป็นวัยรุ่นด้วยแล้ว ปัญหาที่พบมากและพบบ่อยที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้น การไม่กล้าเปิดเผยความในใจให้ "คนที่ตัวเองนึกชอบ" ล่วงรู้ความในใจน่ะสิว่า คุณรู้สึกอย่างไรกะเค้า เพราะชอบก็ไม่กล้าบอกว่าชอบ หรือหลงรักเค้าอยู่...โอ๊ะ เรื่องนี้ ยิ่งไม่กล้าพูด นี่ไม่ใช่แค่อายนะแต่กลัวเค้าไม่รับรัก ก็จะยุ่งอีนุงตุงนัง ทำให้เสียหน้า, เสียฟอร์ม และเสียความมั่นใจในตัวเอง ยิ่งเตลิดเปิดเปิงไปใหญ่น่ะซี เพราะฉะนั้น มาหาวิธีขจัดความขี้อาย กันเถอะ ว่าแต่...อย่าถึงกับทำให้ความรู้สึกนี้หมดไปซะเลยล่ะ ขอให้เหลือไว้บ้าง ย่อมดีกว่าไม่มีเลยนะจ๊ะ ส่วนจะลดความขี้อายไงดีนะเหรอ ก็ทำแบบนี้ไง...เช่น 1. ถามตัวเองซะก่อนว่า เรานั้นขี้อายตรงไหน แล้วแก้ให้ถูกจุด แบบอายเพราะไม่กล้าสบตาคนอื่น อายเพราะไม่กล้าเดินเข้าไปทักคนอื่นก่อน อายเพราะไม่กล้ายิ้มให้ใคร เพราะกลัวส่งยิ้มแล้วเค้าไม่ยิ้มตอบก็หน้าแตก ถ้ารู้ตัวเองว่าคุณไม่กล้าทำอะไร เห็นทีต้องใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่งซะแล้วสิ อย่างถ้าอยากรู้จักใคร ก็ไม่ต้องอ้ำอึ้งทำเป็นไม่กล้าพูดไม่กล้าเข้าไปคุย แต่ควรเดินเข้าไปคุยกับเค้าเลยจ๊ะ ด้วยการแนะนำตัวคุณก่อนก็ดีว่าชื่ออะไร? แล้วค่อยถามเค้ากลับ เรื่องแค่นี้ไม่ควรจะเขินนานนะ การผูกมิตรน่ะง่ายกว่าการสร้างศัตรูซะอีก 2. ฝึกด้วยการเป็นแม่สื่อหรือพ่อสื่อให้ เพื่อนดูก่อนก็ได้ บางคนไม่กล้าไปเสวนาหรือเดินเข้าไปขายขนมจีบใครก่อนหรอก แต่ถ้าให้ช่วยเหลือเพื่อนเพื่อจีบใครล่ะก็ แหมถนัดนักล่ะ งั้นลองสวมบทบาทเป็นแม่สื่อ (หรือพ่อสื่อ) จับคู่เพื่อนที่มีใจให้กัน ให้ได้สักคู่นึงก่อน ด้วยการสังเกตว่า มีเพื่อนคนไหนบ้างที่ "ส่งใจไปหากัน" แต่ทั้งคู่กลับไม่เคยแสดงออกในเรื่องนี้ให้รับรู้กันเลย อ่ะ งั้น...ฟ้าคงส่งให้เป็นหน้าที่ของคุณซะแล้ว ที่จะช่วยให้พวกเค้าสมหวังกันสักที ทำแล้วได้บุญด้วยนะ ไม่เชื่อลองส่งเสริมรักให้เพื่อนซี้ ดูก่อนก็ได้ แล้วจะรู้สึกดีจริงๆ จ้า 3. ถ้าไม่มั่นใจในตัวเอง เห็นทีต้องฝึกท่องในใจซะแล้วว่า คุณทำได้สบายมาก ความขี้อายมักเกิดมาจากความไม่มั่นใจในตัวเอง เช่น ไม่มั่นใจว่าถ้าแสดงพฤติกรรมอย่างงั้นอย่างงี้ออกมาแล้ว คนอื่นจะคิดยังไง? หากเป็นเช่นนี้ คุณควรลดความกลัว ที่ว่าคนอื่นจะคิดกับคุณอย่างไรออกไปบ้าง แล้วมุ่งเน้นความสนใจไปที่ความรู้สึกของคนที่คุณชอบเค้าก็พอ เพราะถ้าขืนคิดถึงคนอื่นมากไป โอกาสที่คุณจะทำอะไรเพื่อตัวเองก็มีน้อยลงเท่านั้น ดังนั้น ลองท่องประโยคที่ว่า คุณทำ...(อะไรก็ได้ที่อยากทำและเชื่อว่าทำแล้วคนที่คุณชอบจะชอบด้วย) ก็ทำเลย ไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยนเก็บอาการอีกต่อไปแล้ว อย่าลืมสิว่า คุณทำได้! 4. อย่าคิดมาก ถ้าอยากเอาชนะใจคนที่คุณเหล่ไว้ละก็ อย่าตีโพยตีพายคิดมากและคิดเองเออเองขึ้นมาก่อนเชียวว่า สงสัยคุณคงไม่กล้าไปพูดหรือเข้าไปเจรจากะเค้าแหงเลย เพราะถ้าคิดไปก่อนแบบนี้ ไอ้ที่ไม่กล้า ก็ยิ่งไม่กล้าอยู่นั่น ทางที่ดีอย่าคิดอะไรไปในทางร้ายๆ ก่อนแค่นี้พอ แล้วเดี๋ยวความกล้าก็มาเอง 5. หากิจกรรมส่งเสริมความกล้าทำมั่ง เช่น กล้าที่จะไปเสนอรายงานหน้าชั้นเรียน, กล้าที่จะคุยกับคนแปลกหน้าที่ไม่ใช่เพื่อน, กล้าที่จะทำกิจกรรมของโรงเรียนหรือที่ทำงาน และอื่นๆ อีกเยอะแยะ ที่ช่วยฝึกฝนส่งเสริมให้เกิดความกล้าได้ ดังนั้นจึงอยากชวนให้ลองทำตามตัวอย่างที่ยกมาให้สักอย่าง เชื่อดิ่เดี๋ยวอาการขี้อายของคุณก็จะลดดีกรีลงไปเอง ในขณะที่ความกล้าจะเข้ามาแทนที่ เอ้า...เริ่มกล้าส่งตาหวานไปให้คนที่คุณชอบรึยังเอ่ย? 6. อย่ารุกหนักเกินไป จริงอยู่ที่ใครหากมีความมั่นใจในตัวเอง รับรองเป็นสิ่งที่เลอเลิศประเสริฐศรีดีแน่นอน แต่ความมั่นใจในตัวเองควรอยู่ในระดับพอดิบพอดี (ทางสายกลาง) ไม่น้อยไปและไม่มากจนเว่อร์เหมือนนักร้องบางคนละกันนะ เพราะเวลาที่คุณอยากไปตีซี้กะ "คนที่หมายปอง" ควรค่อยๆ เดินหน้าเข้าหานะคะ ไม่ใช่บุ่มบ่ามส่งสายตาหื่นกระหายไปให้เค้า โอ้ยขืนเป็นอย่างนี้แล้วใครที่ไหนจะอยากคบด้วยล่ะ ไม่โดนคนที่คุณส่งสายตาแทะโลมตบสักเปรี้ยงก็ดีแค่ไหนแล้ว หัดเข้าหาเค้าอย่างสุภาพดีกว่าน่า 7. อย่ากลัวถูกปฏิเสธ หากเป็นนักกีฬา คุณก็คงทำใจไว้ก่อนใช่ไหมว่า โอกาสที่คุณจะชนะหรือแพ้มีเท่าๆ กัน 50-50 ซึ่งก็เหมือนในเกมส์ของความรัก คุณคงไม่เข้าข้างตัวเองว่าคุณจะพิชิตใจ "คนที่หมายปอง" ไปซะทุกคนได้หรอกจริงมั้ย ฉะนั้นถ้ากล้าที่จะเผชิญหน้ากับความรักแล้วละก็ จงระลึกเสมอว่าการที่คุณจะฉอเลาะเข้าไปจีบใครสักคน ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่วิเศษแล้ว แม้ผลลัพธ์ที่ตามมา เค้าจะรับรักคุณหรือไม่ อย่าไปหวั่นใจตรงนี้ให้มาก ถือว่าคุณได้ลองจีบเค้าอย่างดีที่สุดแล้วก็พอ อีกหน่อยอาการมือไม้สั่น ใจเต้นแรง และพูดตะกุกตะกักก็จะหายไปได้เอง ไม่เชื่อก็ลองดูซิคะ
จาก mcot

ฉันเขียนบันทึกนี้…เพื่อเป็นบทเรียนสอนตนและเพื่อเตือนให้คนที่มีโอกาสได้แวะเข้ามาอ่านได้สติว่า.....คิดให้ดี หากคุณจะเข้าไปเป็นคนรักอีกคนของใคร เพราะคิดว่าตัวเองมีค่าพอสำหรับเขาเพราะคิดว่าตัวเองน่าจะดีพอสำหรับเขา......เพราะคิดว่าจะได้รับความรักที่ดีพอจากคนอย่างเขาไม่น้อยไปกว่าอีกคนของเขา.....หรืออย่างน้อย ๆ เพราะคิดว่า....คุณจะทนกับความเจ็บปวดนี้ได้ตลอดไปคิดให้ดี...........เพราะคุณอาจคิดผิดคิดให้ดี สำหรับคนที่มีใครอยู่แล้วทั้งคน......หากคุณคิดจะมีใครเพิ่มอีกคน......คุณไม่มีวันจัดการกับปัญหาได้!.....วิธีที่ดีที่สุดคืออย่าสร้างปัญหาอีกเลยเพราะยิ่งคุณพยายามจะเป็นคนดีสำหรับคนคนหนึ่งมากแค่ไหน คุณก็จะกลายเป็นคนเลวสำหรับอีกคนทันที หากคุณเจอเธอ (อีกคน) ช้าไป..และรักเธอมากพอได้โปรดปล่อยเธอไป..อย่ารั้งเธอไว้ด้วยความหวัง เผื่อวันหน้าเธออาจจะได้เจอใครที่ดี (กว่า)และสามารถรัก-ดูแลเธอได้เพียงคนเดียวสุดท้าย คนรักที่ใจร้าย...........อาจไม่ใช่คนรักที่ทิ้งเราไปเพื่ออยู่กับใครอีกคนหรอกนะแต่เป็นคนรักที่พยายามจะคบคน 2 คนในเวลาเดียวกันและพยายามยื้อเวลานั้นไว้ให้นานที่สุดต่างหากเขาทำเพื่อตัวเขาเอง เพราะเขาไม่อาจทนที่จะเสียใครได้ เพราะเขาทิ้งใครไม่ได้ เพราะเขาเจ็บไม่ได้แต่เขายอมเห็นเราเจ็บปวดได้!ในความรัก........ย่อมไม่มีใครอยากเห็นคนที่เรารักเจ็บปวดแต่หากจะให้เป็นฝ่ายยอมรับความเจ็บปวดนั้นแทนเสียเองกลับเป็นเรื่องยากที่จะมีคนยอม! นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า “คนเห็นแก่ตัว”

รวมสาวสวยมากมาย

ข้อมูลนก

ปลาสวยงาม-ตู้ปลาสวยงาม-ข้อมูลปลาทะเล

อาหารสมอง-วาไรตี้

เรื่องขำขัน

สูตรอาหาร-อาหารน่ากิน-ขนมหวานน่าอร่อย

ภาพปริศนา