google search

Google

สามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่เลย

clock

ปฏิทิน

เทคโนโลยีทันสมัย

ภาพถ่ายนักเรียนน่ารักๆ-วัยรุ่น-นักศึกษา-นางแบบ-ดารา

สาวสวยเซ็กซี่-สาวน่ารัก

วิทยาศาสตร์

รูปแปลก-ภาพแปลก-ภาพขำขำ

เรื่องน่ารู้ทั่วไป

สัตว์บก-สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ -สัตว์น้ำ -สัตว์ปีก -สัตว์เลื้อยคลาน -สัตว์ในวรรณคดี

BlogRoll

7 สิ่งมหัศจรรย์ยุคกลาง

7 สิ่งมหัศจรรย์ยุคปัจจุบัน

จระเข้ประหลาดในยุคครีเตรเซียส

Miami : สวรรค์...หรือดินแดนอาชญากรรม

ไขปริศนาปลาพญานาค

7 สิ่งมหัศจรรย์ยุคโบราณ

การกลับมาของ "อเล็กเซย์" เมื่อราชวงศ์โรมานอฟได้คืนชีพ ?!

ปลาหมึกยักษ์ อสูรร้ายใต้สมุทร

แกะปมปริศนาลำแสงมรณะของอาร์คิมิดีส

ความเชื่อในสิ่งลึกลับ : หมอผีวูดู

นอสตราดามุส ผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน

The Witch Hunts : การล่าแม่มด

ตำนานแม่มดแห่งเมือง Blair

flag

free counters

เรียวมะ ซาคาโมโต : บุรุษทรนง

ยอดชู้รักแห่งประวัติศาสตร์

ตำนานมนุษย์หมาป่า

สยามประเทศ ก่อนปรากฏบนแผนที่โลก

การกลับมาของโรคระบาด

ตามหา"ไอ้ตีนโต" มนุษย์วานรดึกดำบรรพ์

มหันตภัยธรรมชาติในอนาคต

มังกรมีจริงหรือเพียงแค่ตำนาน ?

สูตรลึกลับของเครื่องดื่ม โคคา-โคล่า

ปริศนารูปถ่ายของยูนิคอร์น

ภาพถ่ายวิญญาณจากต่างแดน

ภาพถ่ายวิญญาณ (ภาค2)

ภาพถ่ายศพนางเงือก

ปริศนาสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า

ภาพถ่ายวิญญาณ

เรื่องสยองที่ abac

ภาพถ่ายวิญญาณของไทย

ผีในการท่องเที่ยว

ซุปเด็กสุดสยอง

สิ่งก่อสร้างที่น่ามหัศจรรย์ของโลก

ตัวอะไรเนี่ย

photo หน้า...น่าเกลียด

15 โรงแรมแปลก แหวกแนวสุดยอด

''โคลอสเซียม'' : สังเวียนแห่งความตาย

1 วัน ไม่ได้มี 24 ชั่วโมง ( A day is 23 hours 56 minutes 4 seconds )

"นาซ่า"มั่นใจดาวอังคาร เคยมีน้ำ-เดินหน้าหาสิ่งมีชีวิต

ว่าด้วยเรื่องแปลกๆ ของไก่

เปิดตำนานกรุสมบัติวัดราชบูรณะ

อาถรรพณ์ปูโสม : วิญญาณเฝ้าทรัพย์

นักเล่านิทานบันลือโลก

มัมมี่แห่งศตวรรษที่ 21

ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เพราะเหตุใด ?

ผู้ติดตาม

friend

วันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2553
มารู้จักกับ "ความรัก" กันดีกว่า...






มารู้จักกับ "ความรัก" กันดีกว่า...






A man overtime falls in love with the woman he is attracted to, and a woman overtime becomes more attracted to the man she loves.

ผู้ชาย . . . มักจะตกหลุมรักคนที่เค้าหลงเสน่ห์ และผู้หญิง . . . จะหลงเสน่ห์คนที่เธอตกหลุมรัก






You may only be one person to the world but you may also be the world to one person.

คุณอาจจะเป็นแค่ "คนๆ หนึ่ง" ในโลกใบนี้ แต่. . . คุณอาจจะเป็น "โลกทั้งใบ" ของคนคนหนึ่งก็ได้






Friendship often ends in love, but love in friendship- never.

มิตรภาพ. . . มักจะจบลงด้วยความรัก แต่ . . . ความรักไม่มีวันจบลงด้วยมิตรภาพ






You know when you love someone when you want them to be happy even if their happiness means that you're not part of it.

คุณรู้ว่า คุณรักเค้าก็ต่อเมื่อ . . . คุณต้องการให้เค้ามีความสุข แม้ว่าความสุขนั้นจะหมายความถึง การที่คุณไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน






Love is like standing in the wet cement. The longer you stay, the harder it is to leave. And you can never go without leaving your shoes behind.

ความรัก . . .ก็เหมือนซีเมนต์เปียก ๆ ยิ่งคุณอยู่นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งติดหนึบ จากไปไม่ได้เท่านั้น และคุณจะไม่มีวันจากมาได้เลย โดยที่ไม่ได้ทิ้งรองเท้าไว้ข้างหลัง






Don't rely on the past to create the future, rely on the future to erase the past.

อย่าวางใจ ใช้อดีต . . . เป็นตัวสร้างอนาคต แต่จงใช้อนาคตเป็นตัวลบอดีตทิ้งไป






Love will die if held too tightly; love will fly if held too lightly.

รักจะเฉาตาย . . . ถ้ายึดไว้แน่นเกินไป และรักจะโบยบินไปถ้ายึดไว้หย่อนเกินไป






If you love someone tell them, don't wait or else you will lose the chance.

ถ้าคุณรักใคร บอกเค้าซะ อย่ารีรออยู่เลย ไม่งั้นคุณจะเสียโอกาสนะ







It only takes a second to say "I love you", but it will take a lifetime to show you how much.

ใช้เวลาแค่เพียงชั่ววินาทีในการบอกว่า "ฉันรักเธอ" แต่ใช้เวลาตลอดชีวิตในการแสดงให้เห็นว่า รักมากเพียงไร






Love, is like water, we take it for granted. Thus, when it is gone, it becomes crucial.

ความรัก . . . ก็เหมือนน้ำ เรามักจะเห็นมันเป็นของตาย ต่อเมื่อ มันหมดไปแล้ว นั่นละ ... มันจะกลายเป็นสิ่งจำเป็น






True love is like ghosts, which everyone talks about but few have seen.

รักแท้ก็เหมือนกับปีศาจ ทุกคนพูดถึง แต่มีคนน้อยมากที่ได้เห็นว่า เป็นอย่างไร






The essential sadness is to go through life without loving. But it would be almost equally sad to leave this world without ever telling those you loved that you love them.



ความเศร้าที่สำคัญ คือ การชีวิตโดยปราศจากความรัก แต่มันคงจะเศร้าเกือบจะพอ ๆ กันที่จะจากโลกนี้ไปโดยไม่ได้บอกคนที่คุณคุณรักพวกเค้า"






The way to love anything is to realize that it might be lost.

หนทางที่จะรักสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็คือ การตระหนักสิ่งนั้น ๆ อาจจะสูญหายได้

เด็กที่วันๆ เอาแต่เล่นเกมส์ออนไลน์ ไม่อ่านหนังสือเรียน การบ้านก็ไม่ทำ งานบ้านก็ไม่เคยคิดจะหยิบจับช่วยเหลือพ่อแม่ ทานอาหารแล้วไม่รู้จักล้างจานชาม เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างพฤติกรรมของ "เด็กไม่เอาถ่าน"


ทำไมจึงเรียก "เด็กไม่เอาถ่าน" คาดกันว่าคำนี้มีที่มาจากคำเดิม คือ "เหล็กไม่เอาถ่าน" เพราะในสมัยก่อนนั้น การหลอมเหล็กหรือตีอาวุธจากเหล็กให้แข็งแกร่งนั้น จำเป็นต้องใช้ถ่านในการก่อเปลวไฟจนลุกโชน เพื่อให้ความร้อนแก่เหล็ก แล้วถ่านหรือคาร์บอนจะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในเนื้อเหล็กหลังจากการถลุง ถ้าเหล็กไม่มีถ่านผสมอยู่เลย เหล็กนั้นจะมีคุณภาพต่ำ ไม่แข็งและเหนียวพอที่จะเรียกว่า เหล็กกล้า แต่หากมีมากเกินไปจะทำให้เหล็กเปราะ เหล็กที่ดีควรมีคาร์บอนเข้าไปผสมอยู่ประมาณ 0.1 - 1.8%



ช่างตีอาวุธจากเหล็กในสมัยโบราณ จำเป็นต้องคิดค้นหากลวิธี เพื่อขจัดปัญหาดาบหัก เพราะแสดงถึงกรรมวิธีการผลิตที่ไม่ดีทำให้เหล็กไม่เอาถ่าน จนกลายเป็นคำพูดติดปาก เปรียบเทียบนิสัยคนกับอาวุธว่า "เหล็กไม่เอาถ่าน"




ขอบคุณข้อมูล : lib.ru.ac.th
ที่มา : หนังสือ ภาษาคาใจ ภาค 3 ถอดรหัสภาษาไทยที่ยัง "ค้างคาใจ" เขียนโดย สังคีต จันทนะโพธิ



ที่มา : pooyingnaka
เข้าใจทุกข์...เข้าใจธรรม
การเข้าใจทุกข์...ให้รอบด้านไม่ใช่เรื่องง่าย คนทั่วไปเขาก็เข้าใจ
ทุกข์ไปตามสติปัญญาอย่างโลกๆ ของเขา คือ...เข้าใจว่า ถ้าเมื่อ
ใด..'เรา'..ได้รับอารมณ์ที่เลวก็เป็นทุกข์ ถ้าเมื่อใด..'เรา'..ได้รับอารมณ์
ที่ดีก็เป็นสุข ส่วนนักปฏิบัติในเบื้องต้นจะเห็นว่า...ความสุขและ

ความทุกข์ทั้งหลายยังเป็นของที่แปรปรวน...เอาเป็นเครื่องให้ความ
สุขที่ถาวรไม่ได้ ต่อเมื่อใดผู้ปฏิบัติสามารถคุ้มครองจิตได้ด้วยสติ
ปัญญา จิตไม่เกิดความอยาก ไม่เกิดความยึดถือ และไม่เกิดความ
ดิ้นรนทางใจ เมื่อนั้นจิตจะไม่ทุกข์...

แต่เมื่อใดจิตเกิดความอยาก เกิดความยึดถือ และเกิดความดิ้นรน
ทางใจ เมื่อนั้นจิตจะเป็นทุกข์...ผู้ปฏิบัติในขั้นนี้จึงพยายามรักษาจิต
อย่างเป็นชีวิตจิตใจ ต่อเมื่อปฏิบัติมากเข้าจึงจะเข้าใจ..'อริยสัจจ์'...
ได้อย่างลึกซึ้งหมดจด....

คือ....ได้เห็นความจริงว่าขันธ์ทั้งปวง แม้แต่จิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิก
บานนั่นแหละเป็นตัวทุกข์ เข้าใจได้อย่างนี้....'จิตจะเกิดปล่อยวางจิต'...
แล้วได้พบกับสภาวะธรรมแห่งความสิ้นตัณหาหรือวิราคะ...และสิ้นความ
ดิ้นรนทางใจหรือวิสังขาร...นี่เองคือความเข้าใจ..'อริยสัจจ์'...อย่างแจ่ม
แจ้งถึงที่สุด...

สรุปแล้ว....ไม่ว่าจะเจริญวิปัสสนาด้วยการรู้อารมณ์รูปนาม อย่างใดใน
สติปัฏฐาน ก็ทำให้ผู้ปฏิบัติ...มีสติระลึกรู้สภาวะของรูปนามและมีปัญญา
เข้าใจ ความเป็นจริงของรูปนามว่า...มีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ได้ทั้งสิ้น...
และในที่สุด.....'จิตจะเห็นแจ้งอริยสัจจ์ แล้วปล่อยวางความถือมั่นในรูปนาม
ได้ทั้งสิ้น'....ฯ

~พระปราโมทย์ ปาโมชโช~
ขอนอบน้อมแด่คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์





เนื้อบัตเตอร์เค้ก 1/2 ถ้วย
บัตเตอร์ครีม 1/4 ถ้วย
ผงโกโก้ 1/3 ถ้วย
ชอคโกแล็ตแท้ 1 ก้อน
เมล็ดอัลมอนด์สับหยาบ 1/2 ถ้วย








1. ผสมเนื้อบัตเตอร์เค้ก บัตเตอร์ครีม และผงโกโก้ ลงใน
ชามอ่างตีส่วนผสมให้เข้ากันด้วยความเร็วปานกลาง
2. นำมาปั้นเป็นก้อนกลม จิ้มด้วยไม้จิ้มฟันหรือก้านอมยิ้ม
พักไว้
3. ตุ๋นชอคโกแล็ตแท้ ในหม้อตุ๋นให้ละลาย
4. หยิบเค้กที่ปั้นไว้ จับตรงก้าน ราดด้วยชอคโกแล็ตตุ๋น
แล้วชุบอัลมอนด์ที่เตรียมไว้ในถ้วย
5. พักไว้จนเย็น จึงเสิร์ฟ

ทราบหรือไม่ว่าการกินน้ำตาลมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ วันนี้มีเรื่องนี้มาฝาก...


ถึงแม้ว่าน้ำตาลจะให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ก็มีผลเสียต่อสุขภาพเป็นของแถมตามมาอีกหลายโรคดังนี้


1. เมื่อกินน้ำตาลมากเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาลเชิงเดี่ยว (น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง น้ำตาลในผลไม้ น้ำตาลในนม) น้ำตาลจะเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรดมากเกินไป ร่างกายเกิดภาวะไม่สมดุล จึงมีการดึงแร่ธาตุจากส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกายมาแก้ไขความไม่สมดุล


2. ทำให้เกิดไขมันสะสม น้ำตาลจะถูกเก็บไว้ที่ตับในรูปของไกลโคเจน แต่ถ้ามีมากจนเกินไป ตับก็จะส่งไปยังกระแสเลือดและเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน โดยจะสะสมไว้ในส่วนของร่างกายที่มีการเคลื่อนไหวน้อย เช่น สะโพก ก้น ขาอ่อน หน้าท้อง


3. หากยังคงกินน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง กรดไขมันจะสะสมไว้ที่อวัยวะภายในอื่น ๆ เช่น หัวใจ ตับ และไต ดังนั้นอวัยวะเหล่านี้จะค่อย ๆ ถูกห่อหุ้มด้วยไขมัน และน้ำเมือก ร่างกายจะเริ่มผิดปกติ ความดันเลือดจะสูงขึ้น


4. การกินน้ำตาลมากเกินไป มีผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้รู้สึกง่วงเหงาหาวนอน


5. อาการปวดศีรษะเรื้อรัง เป็นตะคริวเวลามีรอบเดือน เป็นสิว ผื่น แผลพุพอง ตกกระ แผลริดสีดวงทวารหนัก ไมเกรน เบาหวาน วัณโรค โรคหัวใจ มะเร็งตับ สิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กับการกินน้ำตาลมากเกินไป


6. น้ำตาลทำให้อาการของโรคติดเชื้อที่เป็นอยู่ทวีความรุนแรงขึ้น เพราะ "เชื้อโรคทุกชนิดใช้น้ำตาลเป็นอาหาร"


7. น้ำตาลนอกจากจะมีผลต่อผู้ใหญ่แล้วยังมีผลต่อเด็กอีกด้วย เพราะถ้าหากเด็กกินน้ำตาลในปริมาณที่มากจนเกินไป จะทำให้เด็กเป็นโรคกระดูกเปราะและฟันผุได้ และอาจเป็นคนโกรธง่าย ไม่มีสมาธิในสิ่งที่ทำอยู่



รู้อย่างนี้แล้ว ควรกินน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมจะดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดี.



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์ให้เห็นได้ว่า กรรมการกำกับเส้นของกีฬาเทนนิส มักจะขานลูกออกผิดบ่อย มากกว่าการขานลูกดี ในการศึกษาการขานลูกออก 83 หน ได้พบว่า เป็นการขานลูกออกผิดเสีย 70 หน


คณะนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่สหรัฐฯ อธิบายสาเหตุของการขานลูกออกผิด ที่พบจากการศึกษาว่า เป็นเพราะการเกิดช่วงเวลาล้าหลัง แค่ไม่กี่เศษส่วนของวินาที เมื่อภาพกระทบจอตากับการเห็นภาพ ในการเห็นตำแหน่งของวัตถุใด ต้องผ่านหลายขั้นตอน เพราะสมองไม่เพียงแต่ต้องติดตามอย่างเดียว หากแต่ตาก็ต้องพลอยติดตามจับอยู่ด้วย จึงเกิดช่วงเวลาล้าหลัง เป็นเศษส่วนของวินาทีขึ้น ระหว่างภาพกระทบจอตา และการเริ่มเห็นจริง

นักวิชาการดึกดำบรรพ์วิทยาชื่อดังนายแจ็ค ฮอร์เนอร์ ลงทุนให้ทุนกับนักวิทยาศาสตร์ ช่วยกันคิดหาเทคนิค เพื่อย้อนกลับวิวัฒนาการ แปลงดีเอ็นเอของไก่ในปัจจุบัน ให้คืนกลับไปเป็นไดโนเสาร์ ยุคโลกเมื่อล้านปีขึ้นมาใหม่



นักวิทยาศาสตร์ผู้มีความคิด อยากจะย้อนวิวัฒนาการคืนกลับไปสู่ยุคดึกดำบรรพ์ กล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์ในทวีปอเมริกาเหนือกำลังคิดค้นเทคนิคทางพันธุกรรมที่จำเป็นอยู่ และแจ้งว่า ขณะที่ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ในทวีปเอเชียต่าง ๆ ได้ลงมือวิจัยในขั้นต่อไป นั่นคือสร้างสัตว์โลกล้านปีให้กลับขึ้นมามีชีวิตใหม่อีก เขามั่นใจว่าไดโนเสาร์ที่จะเกิดจากการย้อนวิวัฒนาการกลับจากไก่ จะมีขึ้นภายในเวลา 5 - 10 ปีนี้


นายฮอร์เนอร์อ้างต่อไปว่า ไดโนเสาร์กลับชาตินั้น จะคงมีฟันและหางยาวกับขาที่มีเล็บ 5 เล็บแทนปีก ซ้ำจะมีขนตามตัว ด้วยซึ่งนักวิทยาศาสตร์เคยเกิดความเชื่อ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ว่า ไดโนเสาร์ที่มีขนปกคลุมก็เคยมี



เขาบรรยายไว้ในหนังสือที่เขาแต่งขึ้น ชื่อ "วิธีสร้างไดโนเสาร์ ไม่จำเป็นจะปล่อยให้มันสูญพันธุ์ ไปตลอดกาล" กำหนดจะพิมพ์ออกภายในเดือนนี้ต่อไปว่า "เรากำลังจะมีสิ่งซึ่งพิเศษแปลกประหลาดเกิดขึ้น"
10 พฤติกรรมที่ทำให้สมองฝ่อเร็ว


วันนี้เกร็ดความรู้มี 10 พฤติกรรมที่ทำให้สมองฝ่อเร็วมาบอกกัน...
1. ไม่ทานอาหารเช้า หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือด ต่ำ แต่นี่จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม
2. กินอาหารมากเกินไป การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็น สาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น
3. การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคสมองฝ่อและโรคอัลไซเมอร์
4. ทานของหวานมากเกินไป จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็น ประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาของสมอง
5. มลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย การสูดเอาอากาศที่เป็น มลภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง

6. การอดนอน การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อน การอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์ สมองตายได้
7. นอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลง ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว
9. ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง การขาดการใช้ความ คิดจะทำให้สมองฝ่อ
10. เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง
รู้อย่างนี้แล้วก็หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่กล่าวมาจะดีกว่า เพื่อจะได้มีสมองที่ดี.

โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

สงกรานต์ ที่แปลว่า "ก้าวขึ้น" "ย่างขึ้น" นั้นหมายถึง การที่ดวงอาทิตย์ ขึ้นสู่ราศีใหม่ อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกเดือน ที่เรียกว่าสงกรานต์เดือน แต่เมื่อครบ ๑๒ เดือนแล้วย่างขึ้นราศีเมษอีก จัดเป็นสงกรานต์ปี ถือว่าเป็น วันขึ้นปีใหม่ทางสุริยคติ ในทางโหราศาสตร์

มหาสงกรานต์ แปลว่า ก้าวขึ้นหรือย่างขึ้นครั้งใหญ่ หมายถึงสงกรานต์ปี คือปีใหม่อย่างเดียว กล่าวคือสงกรานต์หมายถึง ได้ทั้งสงกรานต์เดือนและสงกรานต์ปี แต่มหาสงกรานต์ หมายถึง สงกรานต์ปีอย่างเดียว


วันเนา แปลว่า "วันอยู่" คำว่า "เนา" แปลว่า "อยู่" หมายความว่าเป็นวันถัดจากวันมหาสงกรานต์มา ๑ วัน วันมหาสงกรานต์เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ย่างสู่ราศีตั้งต้นปีใหม่ วันเนาเป็นวันที่ดวงอาทิตย์เข้าที่เข้าทาง ในวันราศีตั้งต้นใหม่เรียบร้อยแล้ว คืออยู่ประจำที่แล้ว


วันเถลิงศก แปลว่า "วันขึ้นศก" เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ การที่เปลี่ยนวันขึ้นศกใหม่มาเป็นวันที่ ๓ ถัดจากวันมหาสงกรานต์ ก็เพื่อให้หมดปัญหาว่า การย่างขึ้นสู่จุดเดิม สำหรับต้นปีนั้นเรียบร้อยดี ไม่มีปัญหาเพราะอาจมีปัญหาติดพันเกี่ยวกับชั่วโมง นาที วินาที ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ที่จะเปลี่ยนศกถ้าเลื่อนวันเถลิงศกหรือวันขึ้นจุลศักราชใหม่มาเป็น วันที่ ๓ ก็หมายความว่า อย่างน้อยดวงอาทิตย์ได้ก้าวเข้าสู่ราศีใหม่ ไม่น้อยกว่า ๑ องศาแล้วอาจจะย่างเข้าองศาที่ ๒ หรือที่ ๓ ก็ได้

วันสงกรานต์เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ ซึ่งกษัตริย์สิงหศแห่งพม่า ทรงตั้งขึ้นเมื่อปีกุนวันอาทิตย์ พ.ศ. ๑๑๘๑

โดยกำหนดเอาดวงอาทิตย์เข้าสู่ราศีเมษได้ ๑ องศา ประกอบกับไทยเราเคยนิยมใช้จุลศักราช สงกรานต์จึงเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยอีกด้วย ในปีแรกที่กำหนดเผอิญเป็นวันที่ ๑๓ เมษายน ซึ่งอันที่จริงไม่ใช่วันที่ ๑๓ เมษายนทุกปี แต่เมื่อเป็นประเพณี ก็จำเป็นต้องเอาวันนั้นทุกปี เพื่อมิให้การประกอบพิธี ซึ่งมิได้รู้โดยละเอียดต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา วันที่ ๑๓ จึงเป็นวันสงกรานต์ของทุกปี


ปกติวันสงกรานต์จะมี ๓ วัน คือ เริ่มวันที่ ๑๓ เมษายน ถึงวันที่ ๑๕ เมษายน วันแรกคือวันที่ ๑๓ เป็นวันมหาสงกราต์ วันที่พระอาทิตย์ต้องขึ้นสู่ราศีเมษ วันที่ ๑๔ เป็นวันเนา (พระอาทิตย์คงอยู่ที่ ๐ องศา) วันที่ ๑๕ เป็นวันเถลิงศกใหม่ และเริ่มจุลศักราชในวันนี้ เมื่อก่อนจริงๆ มีถึง ๔ วัน คือวันที่ ๑๓ -๑๖ เป็นวันเนาเสีย ๒ วัน (วันเนาเป็นวันอยู่เฉยๆ) เป็นวันว่าง พักการงานนอกบ้านชั่วคราว จะเห็นได้ว่า วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย จนถึง พ.ศ.๒๔๘๓ ทางราชการจึงได้เปลี่ยนไหม่ โดยกำหนดเอาวันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้เข้ากับ หลักสากลที่นานาประเทศนิยมปฏิบัติ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ ประชาชนก็ยังยึดถือว่า วันสงกรานต์มีความสำคัญ



ข้อมูลจาก .zabzaa.คอม

มีท่านเศรษฐีผู้หนึ่งไม่มีบุตรแต่ต้องการบุตรมาก ด้วยถูกนักเลงสุราที่บ้านใกล้กันนั้นกล่าวคำหยาบช้าต่อเศรษฐี ท่านเศรษฐีจึงกล่าวถามว่า "เหตุใดท่านจึง กล่าวดูถูกเราผู้มีสมบัติมาก"

นักเลงสุราตอบกลับว่า "ถึงแม้ท่านเป็นผู้มีสมบัติมาก แต่ท่านก็ไม่มีบุตร เมื่อเสียชีวิตแล้ว สมบัติเหล่านี้ก็สูญเปล่า เรานั้นมีบุตร ย่อมประเสริฐกว่า" ท่านเศรษฐีจึงได้จัดพิธีบวงสรวงขอบุตรจากพระอาทิตย์ และพระจันทร์ รอนานสามปีก็มิได้เกิดบุตร เมื่ออาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ ท่านเศรษฐีจึงพาบริวารไปบวงสรวงขอบุตรจากพระไทร พระไทรมีความเมตตาสงสารเศรษฐีผู้นี้ จึงได้ขึ้นไปบนสวรรค์ทูลขอบุตรจากพระอินทร์ให้แก่เศรษฐี ผู้นั้น พระอินทร์จึงให้ธรรมบาลกุมารเทวบุตรลงมาเกิดเป็นบุตรของท่านเศรษฐี

เมื่อภรรยาของท่านเศรษฐีคลอดบุตร ท่านเศรษฐีได้ปลูกปราสาทเจ็ดชั้นให้อยู่ใต้ต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำ และตั้งชื่อให้ว่าธรรมบาลกุมารธรรมบาลกุมารนี้เป็น เด็กที่มีปัญญาเฉลียวฉลาดอย่างมาก เรียนรู้ไตรเทพจบเมื่ออายุ ๗ ขวบอีกทั้งยังสามารถเรียนรู้ภาษานกได้อีก ความดังกล่าวได้ล่วงรู้ถึงท้าวกบิลพรหม ท่านจึงต้องการที่จะทดสอบปัญญาของธรรมบาลกุมาร ท้าวกบิลพรหมจึงได้เสด็จลงมายังโลกมนุษย์ ถามปัญหาธรรมบาลกุมาร ๓ ข้อคือ


ข้อที่ ๑ เช้าราศีสถิตอยู่แห่งใด

ข้อที่ ๒ เที่ยงราศีสถิตอยู่แห่งใด

ข้อที่ ๓ ค่ำราศีสถิตอยู่แห่งใด



และตกลงกันว่า ถ้าธรรมกุมารสามารถตอบปัญหา ๓ ข้อนี้ได้ ภายใน ๗ วัน จะตัดเศียรของตนบูชาธรรมบาลกุมาร แต่ถ้าธรรมบาลกุมารไม่สามารถตอบปัญหาได้ ธรรมบาลกุมารต้องตัดศีรษะของตนบูชาท้าวกบิลพรหมเช่นกัน


เวลาล่วงเลยไปถึง ๖ วัน ธรรมบาลกุมารก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ ด้วยความกลัวอาญาท้าวกบิลพรหม ธรรมบาลกุมาร จึงได้หนีไปแอบซ่อนอยู่ใต้ต้นตาลและบนต้นตาลนั้นมีนกอินทรี ๒ ตัว ผัวเมียทำรังอยู่นกอินทรีทั้งสองได้สนทนากันอยู่ในเรื่องการออกไปหากินในวันพรุ่งนี้

นางนกอินทรี : "พรุ่งนี้เราจะไปหากินที่ไหนกันดี "
นกอินทรีตัวผู้ : "พรุ่งนี้เราไม่ต้องออกไปหากินไกลหรอก ด้วยพรุ่งนี้ธรรมบาลกุมารจะต้องตัดศีรษะบูชาท้าวกบิลพรหม เนื่องจากตอบปัญหาไม่ได้"
นางนกอินทรี : "น่าสงสารกุมารน้อยยิ่งนัก ท้าวกบิลพรหมก็ช่างถามปัญหาที่มนุษย์เกินจะตอบได้"
นกอินทรีรู้สึกหมั่นไส้นางนกอินทรีจึงได้บอกถึงคำตอบที่ท้าวกบิลพรหมถามธรรมบาลกุมารให้นางนกอินทรีได้รู้
นกอินทรีตัวผู้ : "ราศีแห่งมนุษย์นั้นจะสถิตอยู่ที่ร่างกายต่างวาระกัน คือ เวลาเช้าจะสถิตอยู่ที่หน้า มนุษย์จึงต้องล้างหน้า เวลาเที่ยงราศีสถิตอยู่ที่อก มนุษย์จึงต้องปะพรมน้ำที่หน้าอก และเวลาค่ำสถิตอยู่ที่เท้า มนุษย์จึงต้องล้างเท้า จึงจะพ้นอัปรีย์จัญไรทั้งปวง"


ธรรมบาลกุมารเมื่อได้ยินดังนั้น ก็ได้จดจำคำตอบและนำไปบอกแก่ท้าวกบิลพรหม ท้าวกบิลพรหมจึงจำต้องตัดเศียรของตนบูชาธรรมบาลกุมาร แต่เศียรของท้าวกบิลพรหมมีพิษมาก คือ ถ้าตัดแล้วตั้งไว้บนแผ่นดิน แผ่นดินก็จะลุกเป็นไฟ ถ้าโยนขึ้นสู่ท้องฟ้าฝนก็จะตกไม่ถูกต้องตามฤดูกาล และถ้าทิ้งลงมหาสมุทรน้ำก็จะเหือดแห้ง ท้าวกบิลพรหมจึงรับสั่งเรียกธิดาทั้ง ๗ เพื่อให้นำเศียรของท้าวกบิลพรหมไปแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ ๖๐ นาที แล้วจึงนำไปเก็บไว้ในมณฑปถ้ำธุลีเขาไกรลาศ ครั้นครบกำหนด ๓๖๕ วัน (โลกสมมุติว่าเป็น ๑ปี) เป็นสงกรานต์ ซึ่งหมายถึงขึ้นปีใหม่นั้นเอง นางสงกรานต์ก็จะต้องนำเศียรของท้าวกบิลพรหมแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุเป็นประจำทุกปี



ข้อมูลจาก .zabzaa.คอม
จงระวังกับดักความสำเร็จทั้ง 9 ประการ



ความสำเร็จชักนำพฤติกรรมที่เป็นภัยคือ ขาดความเร่งรีบ มีทัศนคติ ปกป้องและหลงตัวเอง และคิดแบบอภิสิทธิ์ชนสิ่งเหล่านี้นำไปสู่การยึดติดวิธีคิดแบบดั้งเดิม ที่ร้ายที่สุดคุณเชื่อว่า สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้คุณประสบความสำเร็จ จะทำให้คุณประสบความสำเร็จตลอดไป ผมเชื่อว่ามีอยู่ 9 กับดักที่คนหรือองค์กรที่ประสบความสำเร็จมักจะติดอยู่บ่อยครั้ง



กับดักที่ 1 เมินเฉยยึดติดกับวิธีหารายได้ในอดีต



รูปแบบธุรกิจหรือช่องทางหารายได้ในทีนี้หมายถึงสิ่งที่คุณทำหรือวิธีที่คุณเม้นมันรวมถึงประเด็น เช่นการตัดสินใจว่าคุณจะแข่งขันในธุรกิจไหนและวิธีที่คุฯใช้จัดการเป็นขั้นตอนต่างๆที่จำเป็นเพื่อนที่จะแข่งขันในธุรกิจนั้น เช่นเราจะผลิตเองหรือจะจ้างผลิต เราจะขายแบบไหนขายสินค้าหรือขายบริการ องค์กรควรทบทวนองค์ประกอบทั้งหมดที่เกี่ยวพันกับรายได้ของตัวเองเป็นประจำ มองหาจุดบกพร่องที่ต้องปรับปรุง จุดบกพร่องหรือจุดอ่อนในที่นี้หมายถึง ล้าสมัยแพงเกินไป ช้าเกินไปหรือไม่ยืดหยุ่น มีด้านไหนในการสร้างรายได้ที่สูสีกับคนอื่นและมีไอเดียบรรเจิดเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในด้านเหล่านั้นหรือไม่



กับดักที่ 2 ลำพองใจปล่อยให้สินค้าล้าหลัง



คุณอาจจะภูมิใจสุดๆกับสินค้าหรือบริการของคุณในวันนี้แต่คุณจำเป็นต้องคิดเผื่อไว้มันกำลังจะกลายเป็นสินค้าที่ด้อยคุณภาพกว่าคู่แข่งในอีกไม่นานคุณจำเป็นต้องเร่งรีบที่จะเอาชนะคู่แข่ง สิ่งที่น่าอัศจรรย์ของความสำเร็จคือ มันทำให้ความคิดแบบอภิสิทธิ์ชนในจิตใต้สำนึก ซี่งเป็นเหตุให้คุณเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องทำทุกวิธีเพื่อเรียนรู้และเข้าถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคโดยละเอียดอีกต่อไปแล้ววิเคราะห์วิธีการต่างๆในการขาย กระโดดเข้าหาเทคโนโลยีล่าสุดเพื่อปรับปุงผลิตภัณฑ์และทุกเรื่องที่จำเป็นต่อการยืนอยู่ตรงหน้าคนอื่น



กับดักที่ 3 บ่นเบื่อ ปล่อยให้แบรนด์ที่เคยประสบความสำเร็จจืดชืดไม่หวือหวาน่าตื่นเต้น



การที่แบรนด์บรรลุความโดดเด่นพิเศษอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งรักษาความสดใหม่และร่วมสมัยเป็นงานที่แสนยาก เมื่อแบรนด์บรรลุความสำเร็จบางอย่าง ก็มีแนวโน้มนั่งใจเย็น และปล่อยให้แบรนด์จืดชืดแสนธรรมดา ความสำเร็จมักจะทำให้เราละเลยการวิจันตลาด และเครื่องมือต่างๆที่จะช่วยให้เราเข้าใจท่าทีของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าของเราและสินค้าของคู่แข่งรวมถึงท่าทีต่อสิ่งที่เราทำ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีและเราจะได้ก้าวต่อไป



กับดักที่ 4 ยุ่งเหยิงซับซ้อน ปล่อยปละละเลยธุรกิจ ปล่อยให้ธุรกิจอุ้ยอ้ายและยุ่งเหยิง



องค์กรที่ประสบความสำเร็จมักจะให้รางวัลแก่ตัวเองด้วยการเพิ่มคนและแตกกระบวนการจนไร้ระเบียบและมาตรฐาน สิ่งเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นจากการสร้างความชัดเจนทางธุรกิจมันอาจเกิดที่หน่วยธุรกิจย่อยในบริษัทหาทางเพิ่มอำนาจในการจัดการของตัวเองซึ่งทำให้เขาสามารถจัดการทรัพยากรของตัวเองได้



กับดักที่ 5 ขยายจนบวมเชื่องช้าไม่คล่องแคล่วว่องไว



คนและองค์กรที่ประสบความสำเร็จมีแนวโน้มที่จะสร้างความซับซ้อนพวกเขาจ้างคนเพิ่มจำนวนมากเพราะสิ่งต่างๆราบรื่นอย่างเห็นได้ชัดเจนและพวกเขาค้นพบสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำบ่อยครั้งก็เพื่อลำดับขั้นการบังคับบัญชาตั้งส่วนงานที่ซับซ้อนกับส่วนงานเดิมทำให้ยากในการตอบโต้การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บริษัทที่จะประสบความสำเร็จฝ่ายต่างๆ จะสร้างระบบที่คุณจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำให้การหาข้อมูลง่ายๆ เช่น จำนวนพนักงานด้านการเงินมีกี่คน แทบจะไม่ได้เป็นระบบจะถูกแบ่งแยก และการเก็บข้อมูลมีหลายมาตรฐาน



กับดักที่ 6 อยู่แบบไม่ดีไม่เลว ไม่เอาผิดคนที่ไม่มีผลงาน ปล่อยให้พนักงานเก่งๆท้อแท้



เมื่อองค์กรประสบความสำเร็จพวกเขามีแนวโน้มที่จะหยุดทำงานหนักและจัดการกับผลงานที่ย่ำแย่อย่างจริงจัง มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะย้ายคนใหม่กลับไปยังแผนกเดิม เพราะมีภาวะให้คนทำงานคนใหม่ฝึกทำงานได้เร็ว และแผนกเดิมอาจถูกมองว่าขาดความชำนาญ คนที่มีผลงานดีแนวโน้มอาจจะถูกละเลย ผลที่ตามมาซึ่งเกิดขึ้นกับองค์กรหลายๆแห่ง คนที่ลางานไปนานๆและมีผลงานที่ย่ำแย่ไม่ถูกดำเนินการ มันจึงเป็นโชคร้ายขององค์กรที่แนวโน้มคนที่ทำงานดีจะหมดความท้าทายไปเลยทีเดียว



กับดักที่ 7 เฉื่อยชา นิ่งนอนใจกับความสบายและความมั่นใจ



ความสำเร็จทำให้คนเชื่อว่าตัวเองเก่งและไม่จำเป็นต้องทำในสิ่งที่ยากลำบาก ขาดความเร่งรีบ หรือความรู้สึกว่าอาจเกิดปัญหาขึ้นที่ไหนก็ได้ ผู้นำเป็นผู้ที่กำหนดกรอบความคิดเรื่องวัฒนธรรมความพึงพอใจ แนวโน้มที่เกิดขึ้นคือความภูมิใจกับความสำเร็จและปกป้องวิธีปฏิบัติที่ทำให้บรรลุความสำเร็จในจุดนั้น ความโน้มเอียงเหล่านั้นจะนำมาสู่มุมมองที่คับแคบวัฒนธรรมที่มั่นใจสุด ที่ทำให้คนคิดว่าพวกเขาเป็นทีมงานที่ประสบความสำเร็จในขณะที่ความเป็นจริงโลกกำลังก้าวข้ามคนเราเหล่านี้ไป



กับดักที่ 8 ขลาดกลัว ไม่เผชิญหน้ากับกลุ่มอิทธิพลในองค์กร ขัดแย้งภายใน



ความสำเร็จมักนำไปสู่การจ้างคนมากเกินไป การแบ่งแยกองค์กรออกเป็นส่วนย่อยๆ หน่วยธุรกิจ บริษัทในเครือ ทำงานหนักเพื่อบริหารอย่างอิสระเท่าที่จะเป็นไป บ่อยครั้งเป็นการสร้างกลุ่มงานใหม่ๆที่ทำงานซับซ้อนกับงานเดิมที่ได้รับการจัดสรรทรัพยากรตรงกลางอยู่แล้ว กลุ่มที่แตกแยกออกมามีหน้าที่เหมือนกลุ่มเดิมแต่คนละหน่วยงาน ยิ่งร้ายไปหว่านั้น จะยิ่งมีวัฒนธรรมความใจแคบ ให้ความสำคัญเกี่ยวกับประเด็นใครได้เลื่อนตำแหน่ง การบางฝักฝ่าย ขัดแย้งขัดแข้งขัดขาภายในองค์กรมีที่มาจากความไม่ชัดเจนทิศทางที่องค์กรจะไป การตัดสินใจเรื่องสำคัญล่าช้า เมื่อเกิดความบกพร่องทางด้านบริหาร คนทำงานจะถูกปล่อยให้ไหลเลื่อนไปคนละทิศคนละทางในที่สุดจะทำให้เสียเวลามหาศาลเมื่อแต่ละกลุ่มโต้แย้งเพื่อแนวทางตัวเอง




กับดักที่ 9 สับสนยุ่งเหยิง การสื่อสารภายในองค์กรไม่ชัดเจน



เมื่อองค์กรประสบความสำเร็จมั่นคง ผู้บริหารมักจะขาดหนทางที่ชัดเจนว่าองค์กรจะเดินต่อไปทางไหน บางครั้งอาจจะเป็นเพราะพวกเขาไม่รู้แต่ไม่ยอมรับและไม่พยายามที่จะตอบคำถามแบบตรงไปตรงมาพวกเขาก็เลยทำมันทุกอย่างเปิดช่องสำหรับทุกทางเลือก โดยไม่พยายามตัดสินใจและวางแผนพัฒนา พฤติกรรมนั้นทำให้คนคาดเดาไปต่างๆนานา บนพื้นฐานความคิดเห็นของตัวเองที่ได้รับมาโดยตลอด บางครั้งความคิดเห็นเหล่านั้นไม่ได้ตละเตรียมออกมาก่อน เมื่อพนักงานได้รับข้อมูลข่าวสารที่สับสนและไม่มีภาพที่ชัดเจนของทิศทางหรือความก้าวหน้าที่องค์กรตั้งใจจะไปพวกเขาจะรู้สึกอ่อนแอและจะปกป้องงานที่ตัวเองทำอยู่

สิ่งที่ไม่ดี..ไม่สวยงาม...
ที่เราใช้แล้ว...ชำรุด ..ทรุดโทรม..ใช้การไม่ได้อีกต่อไป...
>>>…เรียกว่า... “ขยะ”...

ถ้าพูดถึงขยะ..
หลายคนคงเข้าใจดีแล้วว่า...
>>>…ในขยะที่เหลือใช้แล้ว...ที่คนส่วนใหญ่นำไปทิ้ง...
>>>…เพราะเห็นว่า “ไม่มีคุณค่า – ไม่มีประโยชน์”

แต่ในสิ่งที่เรามองเห็นว่า...
>>>…ไม่มีคุณค่า - ไม่มีประโยชน์ สำหรับเรา..
>>>…อาจมีคุณค่า..สำหรับผู้เก็บของเก่า...
>>>…ซึ่งสามารถแปรเปลี่ยน..เป็นเงินได้...

แต่สำหรับขยะทางความคิด...
และขยะทางอารมณ์นั้น...
>>>…หามีประโยชน์แต่อย่างใดไม่...
>>>…ยิ่งกลับจะเป็นอันตราย...ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้างด้วย...

เพราะผู้ที่ชอบเก็บสะสมขยะทางความคิด..ขยะทางอารมณ์..
>>>…เมื่อเก็บสะสมไว้มาก ๆ ...
>>>…ก็จะทำให้เกิดมะเร็งร้ายในจิตใจ – ในอารมณ์ความรู้สึกได้..

เราจึงไม่ควรที่จะเก็บหรือรักษาสิ่งเหล่านั้นไว้ในจิตใจเลย..
>>>…แต่สมควรอย่างยิ่ง..
>>>…ที่จะหมั่นตรวจ ..หมั่นเก็บกวาด..
>>>…นำขยะทางความคิด-ขยะทางอารมณ์...ออกไปทิ้งเสีย..โดยพลัน..

เพราะขยะทางความคิด..
>>>…ได้แก่..ความคิดที่ไม่ดี...ไม่ถูกต้อง..ไม่ดีงาม..
>>>…ผิดจากทำนองคลองธรรม..เป็นมิจฉาทิฎฐิ..(เห็นผิด)..
>>>…คิดในแง่ร้าย...ชอบมองแง่ลบ...
>>>…มีความคิดเห็นเชิงลบ..ไม่สร้างสรรค์...
>>>…คิดสิ่งที่ไม่ก่อประโยชน์..ให้โทษแก่ตนเองและผู้อื่น...

สิ่งเหล่านี้ถือว่า...
เป็นขยะทางความคิด..
>>>…ซึ่งถ้าสะสมไว้มาก ๆ ..
>>>…ก็จะก่อตัวเป็นมะเร็งร้ายทางความคิดได้..
>>>…และจะทำให้จิตใจขุ่นมัว...มืดมน..
>>>…ทำลายสติปัญญา..เกิดความโง่เขลาทางจิตใจ...

ส่วนขยะทางอารมณ์..
>>>…ได้แก่..อารมณ์โลภ โกรธ หลง อิจฉา-ริษยา..
>>>…อารมณ์เบื่อ..อารมณ์เซ็ง...
>>>…อารมณ์เหงา..อารมณ์เศร้า..และอื่น ๆ อีกมากมาย...
>>>…ถือว่า..เป็นขยะทางอารมณ์..
ถ้าใครมีมาก ...สะสมไว้มาก...ไม่ยอมสละออก..
ก็จะทำให้เกิดโรคร้ายต่าง ๆ ตามมา..
ที่เราเรียกว่า... “มะเร็งร้ายทางอารมณ์”
ที่จะค่อย ๆ กัดกร่อน...ทำร้ายจิตใจของเราทุก ๆ ขณะ ๆ
ที่อารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในจิตใจเรา...


คนเรามีขยะทางความคิด – ทางอารมณ์เหมือนกันทุกคน..
แต่แตกต่างกันที่ว่า...
>>>…เมื่อขยะทางความคิด – ขยะทางอารมณ์เกิดขึ้น..
>>>…เราจะมีวิธีการนำขยะเหล่านั้นออกจากจิตใจได้อย่างไร ???

การเรียนรู้ที่จะนำขยะทางความคิด - ทางอารมณ์ออกจากจิตใจ
สามารถทำได้ง่าย ๆ ก็คือ...
๑. ไม่ยอมเก็บ
๒. ไม่ยอมสะสม

ดังนั้น..ทุกครั้งที่ขยะทางความคิด – ขยะทางอารมณ์เกิดขึ้น..
>>>…เราต้องรีบปฏิเสธโต้กลับมันทันที
>>>…คือ.. ไม่ยอมรับ ไม่สะสม ไม่เก็บ
>>>…และรู้เท่าทันมันอย่างเข้าใจ..
>>>…ก็จะสามารถสละมันออกจากจิตใจได้..


บทความ...โดย..ชายน้อย...

หากฟังดูผิวเผิน..
หลายคนคงจะนึกแปลกใจว่า..
>>>…ทำไม..จึงชื่อว่า..
>>>…“เรื่องไม่เป็นเรื่อง”..

ก็เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องนี้แหละ.. “จึงเกิดเรื่องขึ้น”
>>>…จากเหตุผลบางอย่าง..
>>>…จากความคิดที่แตกต่าง...
>>>…จากความเข้าใจไปคนละเรื่อง..
>>>…จนทำให้เกิดความเข้าใจผิด..

เพราะคิดว่า..
>>>…คงใช่..หรืออาจจะใช่..
>>>…เห็นสมควรด้วย...ลงความเห็นว่า...ฯลฯ..
อะไรทำนองนี้...

จะเห็นได้ว่า...
จากเรื่องไม่เป็นเรื่อง...ก็กลายเป็นเรื่องต่าง ๆ ขึ้นมากมาย...

บางครั้งจากเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ
>>>…ก็ทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่..เกิดความบาดหมาง..
>>>…เกิดความไม่เข้าใจ...จนทำให้เกิดวิกฤตการณ์ต่าง ๆ

เนื่องจากการสื่อสารรอบทิศทาง...
ที่เข้ามามีบทบาทในชีวิต..
>>>…ซึ่งบางครั้งก็เป็นอันตรายสำหรับผู้ที่นิยมเสพข่าวสาร...
>>>…โดยไม่ได้ใช้สติปัญญาพิจารณา กลั่นกรอง...

>>>… “ข่าวลือ”
ถือว่า..เป็นกุศโลบายในการทำลายล้างความสามัคคี..
ได้ดีกว่า..ยุทโธปกรณ์นานาชนิด..

>>>…เพียงเพราะลมปาก...
ปากต่อปาก.. >>เป็น ๒ ปาก >> ๓ ปาก
แล้วกลายเป็น...ปากหอย...ปากปู..ปากปลา งั้นแหละ..
จนทำให้เรื่องไม่เป็นเรื่อง..กลายเป็นเรื่องขึ้น..
จากเรื่องเล็ก..กลายเป็นเรื่องใหญ่...

ก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์เราทุกคน..
>>>…ชอบที่ฟังข่าวลือ..ปากต่อปาก..
>>>…อะไรที่ห้าม..ก็มักจะชอบ..(ทำ)..ชอบ..(ละเมิด)..
แม้ไม่ได้เห็นก็ตาม..
แต่พอได้ยิน..ได้ฟัง..ก็เชื่อแล้ว ๘๐ %

การฟังโดยไม่ได้พิจารณาอย่างตริตรอง..
ก็มีผลเสียเช่นกัน..
โบราณจึงสอนว่า...
>>>…๑๐ ปากว่า ไม่เท่า...ตาเห็น
>>>…๑๐ ตาเห็น ไม่เท่า...๑ ทำ..

ดังนั้น..
วิธีการสยบข่าวลือบางข่าวที่ฟังมา..
>>>…ให้ตั้งสติก่อนสักนิด..
>>>…อย่าพึ่งเทใจเชื่อเสียหมด..
คือ..อย่าเพิ่งเชื่ออะไร ๆ ง่าย ทันทีทันใด...
อย่างน้อยตั้งแบ่งความเชื่อ ๕๐-๕๐ ก่อน
พอได้ยิน..ได้เห็น..ได้ใช้สติพิจารณา...
ก็ต้องใช้หลักสูตร (๒๐-๓๐-๕๐)
เป็นสูตรพิเศษในการพิจารณาความจริง...
>>>…คือ...ฟัง (๒๐), เห็น (๓๐)
>>>…และ..ใช้สติพิจารณา..ลงมือทำ (๕๐)
>>>…แต่ที่สำคัญอย่าใช้การฟังโดยเชื่อ ๑๐๐ %

หากเราพิจารณาดูให้ดี..
จะเห็นว่า...
ธรรมชาติก็สอนการพูด..การฟัง..อย่างชัดเจน..
>>>…ทำไม..คนเราจึงมี ๒ หู, มี ๒ ตา
>>>…และทำไม..คนเราจึงมีเพียงแค่ปากเดียว...

นั่นก็สื่อให้เห็นอย่างชัดเจนว่า...
ธรรมชาติสอนให้คนเรา...
>>>…ใช้การฟัง..การเห็น..ให้มาก ๆ อย่าเพิ่งใส่ใจเชื่ออะไรง่าย ๆ

แต่การใช้ปากนั้น..
>>>…ก็ให้พูดในน้อยลง..
>>>…และใช้สติปัญญาพิจารณาใคร่ครวญอย่างท่องแท้...

เรื่องไม่เป็นเรื่องจะได้ไม่เกิดขึ้น...
ทั้งนี้..จะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาภายหลัง...
>>>…ก่อนพูด..เราเป็นนายคำพูด...
>>>…แต่พอพูดแล้ว...เราเป็นทาสของคำพูด...
>>>…ต้องระวังและใส่ใจในคำพูด คิดก่อนพูด
>>>…พิจารณาดูว่า..สิ่งใดควรพูด...สิ่งใดไม่ควรพูด..
>>>…เพราะถ้าพูดออกไปแล้ว..ต้องรับผิดชอบต่อคำพูดนั้น...

ขอให้พวกเราทุกคน..
พิจารณาจากเรื่องไม่เป็นเรื่องนี้ดูเถิด...
ถ้าเราพยายามปรับทัศนคติ..ความคิดเห็น..ที่มีต่อกัน
ปรับอารมณ์ความรู้สึก...สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง..
และเห็นจริง..ตามความเป็นจริง..ไม่ปกปิด..ปิดบัง..จากความเป็นจริง..
เรื่องไม่เป็นเรื่อง..ก็คงไม่เกิดขึ้น...อย่างแน่นอน..

บทความ...โดย..ชายน้อย
เครื่องปรุง

เส้นอุด้งสด 1 ถ้วย
ปูอัดหั่นเฉียง 2 อัน
ผักกาดแก้ว 3 ใบ
มะเขือเทศหั่นเป็นเสี้ยว 4 ชิ้น
ผักชีฝรั่งสับละเอียด 1 ช้อนชา
ซอสหมูทอด 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำสลัดน้ำข้น 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ



เครื่องปรุงซอสหมูทอด


ซอสมะเขือเทศ 1/2 ถ้วย
ซอสญี่ปุ่น 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วญี่ปุ่น 1 1/2 ช้อนชา
น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
มัสตาร์ดผง 1/4 ช้อนชา
พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา


ผสมเครื่องปรุงทั้งหมดเข้าด้วยกัน ตั้งไฟกลางพอเดือด คนตลอดเวลา โดยใช้ตะกร้อตีไข่ จนซอสเนียน ยกลง


เครื่องปรุงน้ำสลัดน้ำข้น


แครอทสับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
ไข่แดงของไข่ไก่ 3 ฟอง
น้ำส้มสายชู 1/2 ถ้วย
น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย
เกลือป่น 2 ช้อนชา
มัสตาร์ดผง 1 ช้อนชา
พริกไทยป่น 1 ช้อนชา
น้ำมันสลัด 1 ถ้วย


ผสมน้ำตาล เกลือ พริกไทย มัสตาร์ด น้ำส้มสายชูเข้าด้วยกัน คนให้น้ำตาลละลาย ตีไข่แดงให้ขึ้น ค่อยๆ ใส่น้ำมันทีละน้อย จนเหลือครึ่งหนึ่ง ใส่สลับกับส่วนผสมน้ำส้มสายชูจนหมด ตีให้เข้ากันจนเป็นครีมขาวข้น เวลาจะเสิร์ฟใส่แครอท คนให้เข้ากันมิลลิกรัม



วิธีทำ



1. ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืช พอร้อนใส่ซอสหมูทอด เส้นอุด้ง ผัดจนซอสแห้ง ตักใส่จาน โรยด้วยผักชีฝรั่งสับ
2. จัดปูอัดใส่จานอุด้งเรียงให้สวยงาม จัดผักกาดแก้ว มะเขือเทศ ที่หัวจาน ราดด้วยน้ำสลัดน้ำข้น ตกแต่งด้วยใบชิโซ



ที่มา :naichef

แต่ละมื้อที่เรากินไปบางคนอาจจะไม่รู้ว่ากว่าอาหารจะย่อยเนี่ยต้องใช้เวลากี่นาที หรือเป็นชั่วโมง วันนี้เรามาดูกันว่า ของโปรดเราที่กินกันทุกวันเนี่ยเป็นอาหารที่ย่อยยากรึเปล่า !!


30 นาที น้ำ กาแฟ และแกงจืด


1 ชั่วโมง ขนมปังขาว โยเกิร์ต นม ผลิตภัณฑ์นม และผลไม้ที่ให้สุกด้วยการหุงต้ม


2 ชั่วโมง ผลไม้ ผัก มันผรั่งบด ปลาไขมันต่ำ


3 ชั่วโมง ครัวซองต์ ขนมปังโฮสวีต


4-7 ชั่วโมง เนื้อหมู ของทอด เห็ด ผลไม้เปลือกแข็ง


8-9 ชั่วโมง ขาหมู ผักกะหล่ำ




...อาหารที่ย่อยง่ายก็ช่วยให้ระบบการขับถ่ายของเราดีขึ้นอีกด้วย.....



ขอบคุณข้อมูลจาก FWWDER

มีบริษัทหนึ่งประกาศรับสมัครพนักงานใหม่หนึ่งคน และมีคนมาสมัครมากมายหลายร้อย บริษัทนั้นให้ผู้สมัครทุกคนทำตอบคำถามหนึ่งข้อ ซึ่งคำถามมีอยู่ว่า

ในดึกคืนหนึ่งที่ฝนตกฟ้าคะนองขนาดหนักมากและคุณกำลังขับรถกลับบ้าน
ขณะที่ขับผ่านป้ายรถเมล์ป้ายหนึ่ง
คุณพบคนสามคนกำลังรอให้ฝนหยุดเพราะดึกเกินกว่าจะมีรถเมล์วิ่งแล้ว

คนสามคนนั้นคือ
1. หญิงชราที่กำลังป่วยและต้องการการรักษาด่วน
มิฉะนั้นเธออาจจะตายได้

2. หมอซึ่งครั้งหนึ่งเคยช่วยชีวิตคุณไว้

3. ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นแฟนของคุณและคุณรักเขามากขนาดจะแต่งงานกับเขาให้ได้

คำถามมีอยู่ว่า รถคุณเป็นแบบนั่งได้แค่สองคน
ดังนั้นคุณจะรับคนไปด้วยได้อีกแค่คนเดียว
คุณจะรับใครไปด้วย และให้เหตุผลที่ตัดสินใจอย่างนั้น

พวกเราก็ลองคิดดูสิว่าถ้าเราเป็นคนตอบคำถามข้อนี้
เราจะตอบว่ายังไง แล้วเทียบกับเหตุผลข้างล่าง

เอาล่ะ

ลองดูเหตุผลของคำตอบแต่ละแบบแล้วเทียบกับเหตุผลของคุณ เนื่องจากแต่ละข้อก็มีเหตุผลที่เหมาะสมในตัวของมันเอง

เหตุผลข้างล่างนี้
เป็นเหตุผลของคนเกือบทุกคน

1. ถ้าคุณตอบว่ารับคนแก่ เหตุผลก็เพราะเขากำลังจะตาย ถ้าคุณรับไปก็เท่ากับช่วยชีวิตคนได้

2. ถ้าคุณตอบว่ารับหมอ เหตุผลก็เพราะเขามีบุณคุณกับคุณ และนี่คือเวลาที่จะตอบแทนได้บางส่วน

3. ถ้าคุณตอบว่ารับแฟนคุณ เหตุผลก็เพราะ
เขาเป็นคนที่คุณรัก

คิดว่าตรงแค่ไหนล่ะ แต่ผู้ที่บริษัทนั้นรับเข้าทำงาน
เป็นผู้เดียวที่ตอบอีกแบบนึง...ให้คิดอีกที
คำตอบข้างล่าง
เขาตอบว่า 'เขาจะให้กุญแจรถกับหมอ
ให้หมอพาคนแก่ไปโรงพยาบาล
และเขาก็จะอยู่ที่ป้ายรถเมล์นั้น กับคนที่เขารัก'

เป็นไง ประหลาดใจกับคำตอบใช่ไหม
และคิดว่ามันเป็นคำตอบที่ดีมากใช่ไหม
ข้อคิดของเรื่องนี้คือ

คนเรามักจะยึดติดและไม่ยอมปล่อยผลประโยชน์ตรงหน้า (กุญแจรถ และการกลับบ้าน) ทำให้เรามองอะไร ด้วยมุมมองที่แคบลง จะเห็นว่าการมอบกุญแจรถให้หมอ นอกจากจะได้ตอบแทนบุญคุณ (หมอก็คงไม่ยึดรถไปเป็นของตัวเองหรอก ภายหลังก็เอามาคืน)

เรายังได้ช่วยชีวิตหญิงชรา แถมได้อยู่กับคนที่เรารัก
แบบสองต่อสอง เรียกได้ว่าเสียไปแค่ไม่ได้กลับบ้านในตอนนั้น! แต่เราบรรลุวัตถุประสงค์ใหญ่อีกหลายอย่างได้ คุณล่ะ คิดว่าคุณมีมุมมองที่กว้างหรือแคบและยึดติดกับผลประโยชน์ต่าง ๆ แค่ไหน.....


ขอบคุณข้อมูลจาก FWWDER
เครื่องปรุง

เส้นจันท์,ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก 200 กรัม
ปูม้าหรือปูทะเลขนาดย่อม 2 ตัว
พริกบางช้างสีแดง 4 เม็ด
หอมแดงซอย 1/2 ถ้วย
น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลอ้อย 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืชสำหรับทอด
ผักกินแนม เช่น ถั่วงอก กุยช่าย แตงกวาซอย


วิธีทำ


1. แช่เส้นจันท์ในน้ำให้นุ่ม เอาขึ้นให้สะเด็ดน้ำ ล้างปู แกะกระดองปูออก สับเป็นสองท่อน
2. แช่พริกในน้ำ แกะเมล็ดออก โขลกรวมกับหอมแดงให้ละเอียด
3. ใส่น้ำมันลงในกระทะ พอน้ำมันร้อน ใส่ปูลงทอดให้กรอบ ตักขึ้น
4. ใส่น้ำมัน 2 ช้อนโต๊ะ ลงในกระทะ ใส่เครื่องที่โขลกในข้อ 2 ลงผัดกับน้ำมันให้หอม ใส่เส้นจันท์ ผัดให้เข้ากัน
5. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะขามเปียก น้ำตาลอ้อย น้ำตาลทราย ชิมรสให้กลมกล่อม ผัดพอทั่ว ใส่ปู ผัดพอทั่ว
6. จัดเส้นจันท์ผัดปูใส่จาน รับประทานกับถั่วงอก กุยช่าย และแตงกวาซอย



ที่มา:naichef

เครื่องปรุง

ปลากระทิง 2 ตัว
มะพร้าวขูด 500 กรัม
พริกอ่อนหั่นแฉลบ 1 เม็ด
ใบมะกรูด 3 ใบ
ใบโหระพาเด็ดเป็นใบ 1/2 ถ้วย
ใบกะเพราเด็ดเป็นใบ 1/2 ถ้วย
กระชายหั่นฝอย 1/2 ถ้วย
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ



เครื่องแกง

พริกแห้งแกะเมล็ดออกแช่น้ำ 9 เม็ด
พริกขี้หนู 9 เม็ด
ข่าหั่นละเอียด 5 แว่น
ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
หอมแดง 7 หัว
กระเทียม 3 กลีบ
ผิวมะกรูดหั่นละเอียด 1 ช้อนชา
รากผักชีหั่นละเอียด 1 ช้อนชา
พริกไทย 7 เม็ด


โขลกเครื่องแกงทั้งหมดเข้าด้วยกันให้ละเอียด



วิธีทำ

1. เคล้าตัวปลากระทิงกับเกลือให้ทั่ว ผ่าท้องเอาไส้ออก ล้างจนสะอาดและหมดเมือก
2. หั่นครึ่งตัวแล้วบั้งทั้ง 2 ด้าน ย่างพอสุกหอม
3. คั้นมะพร้าวให้ได้หัวกะทิ 1 ถ้วย หางกะทิ 2 ถ้วย
4. เคี่ยวหัวกะทิให้แตกมัน ใส่เครื่องแกงที่โขลก ผัดจนมีกลิ่นหอม
5. ใส่ปลากระทิง ผัดพอสุกทั่ว ฉีกใบมะกรูดใส่ ปรุงรสด้วยน้ำปลา ใส่กระชาย พริกอ่อน ใบกะเพรา ใบโหระพา เมื่อเดือดทั่วยกลงเสิร์ฟ



ที่มา:naichef

ส่วนผสม
เนื้อปลาหั่นเป็นชิ้นพอคำ 1 1/2 ถ้วย
ต้นกระเทียมหั่นบาง 1 ถ้วย
พริกหวานสีแดง หั่นเป็นชิ้นใหญ่ 1/2 ลูก
แป้งสาลีสำหรับชุบปลาทอด 1/2 ถ้วย
กระเทียบบุบสับหยาบ 2-3 กลีบ
ซอสพริกไทยดำเต้าซี่ ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาวเล็กน้อย
น้ำมันสำหรับผัดและทอดปลา



วิธีทำ

1. เนื้อปลาตบแป้งบางๆ แล้ทอดพอสุก พักไว้

2. ตั้งกระทะใส่น้ำมันพอร้อน ใส่กระเทียมลงเจียวพอหอม ใส่ซอสพริกไทยดำเต้าซี่ผัดพอหอม ใส่เนื้อปลาลงผัดสักครู่ เติมน้ำร้อนเล็กน้อย แล้วจึงใส่ต้นกระเทียม พริกหวาน ใส่ซีอิ๊ว ผัดจนสุก ตักขั้นรับประทานร้อนๆ




ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสาร Health & Cuisine
จาม (Sneeze) คือ การหายใจออกอย่างรุนแรงฉับพลันและมีเสียงผ่านทางปากและจมูก ซึ่งมักจะเป็นกิริยาสนองฉับพลัน

จมูกเป็นเส้นทางหลักของอากาศที่เราสูดเข้าและออก เนื่องจากตำแหน่งของมัน จมูกจึงมีหน้าที่หลายอย่าง ช่องทางที่มีลักษณะแคบทำให้ลมที่หายใจไหลมีความปั่นป่วนมากขึ้น ความปั่นป่วนนี้จะเพิ่มปฏิกิริยาระหว่างกระแสลมและเมือกในจมูก ทำให้ความร้อนและความชื้นเกิดการแลกเปลี่ยนขึ้น และอณุภาคก็จะถูกกำจัดออกไปด้วย

การจามเป็นการตอบสนองทางสรีรศาสตร์ต่อการระเคืองของเนื้อเยื่อบุทางเดินหายใจที่อยู่ในจมูก กระบวนดังกล่าวจะเริ่มจากการปล่อยสารเคมีเช่น ฮิสตามีน (histamine) หรือลิวโคไทรอีน (leukotrienes) สารเคมีเหล่านี้สร้างขึ้นมาจากเซลล์ที่ระคายเคือง) เช่น อีโอไซโนฟิล (eosinophils) และเซลล์มาสต์ (mast cells) ซึ่งมักจะพบภายในเมือกบุโพรงจมูก การปล่อยสารออกมานั้นเป็นผลมาจากการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ อณุภาคที่กรองไว้ สารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ (allergens) หรือการระคายเคืองทางกายภาพเช่น ควันบุหรี่ มลพิษ น้ำหอม และอากาศเย็น การเกิดภูมิแพ้กับเมือกบุโพรงจมูกต้องใช้แอนติบอดี IgE (immunoglobulin E มีความเจาะจงกับสารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้) จึงทำให้ของเหลวออกมาจากเส้นเลือดภายในจมูกทำให้เกิดอาการคัดจมูก (congestion) และน้ำมูกไหล (nasal drip) ด้วยเหตุนี้เซลล์ประสาทจะถูกกระตุ้นทำให้เกิดอาการระคายเคือง

ในที่สุด การกระตุ้นจากเส้นประสาททำให้เกิดการตอบสนองภายในสมอง สัญญาณประสาทจะเดินทางไปที่เส้นประสาทรับความรู้สึกและควบคุมกล้ามเนื้อที่หัวและคอ

ทำให้เกิดการขับลมออกมาฉับพลัน ความเร็วของลมที่ปล่อยออกมาเกิดมาจากการสร้างความดันภายในหน้าอกโดยเส้นเสียง (vocal chords) จะถูกปิด เมื่อเส้นเสียงเปิออกอย่างรวดเร็วจะทำให้ลมที่ความดันไหลกลับไปที่ทางเดินหายใจเพื่อไล่สารที่ทำให้ระคายเคืองออกไป กระบวนการดังกล่าวช่วยกำจัดอณุภาคที่ระคายเคืองภายในจมูก อย่างไรก็ตาม ในคนที่ติดเชื้อ การจามจะเป็นการแพร่โรคหวัด โดยเชื่อไวรัสจะอยู่ในหยดเมือกที่ออกมา

การรักษาหลายๆ แบบจะช่วยควบคุมปฏิกิริยานี้ ยา antihistamine ทำงานโดยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาของฮิสตามีนที่หน่วยรับความรู้สึกที่อยู่บริเวณเส้นเลือดในจมูก ยาลดน้ำมูก ( Decongestant) จะกระตุ้นหน่วยรับความรู้สึกที่อยู่บนเส้นเลือดทำให้เส้นเลือดหดตัว เพื่อลดอาการคัดจมูก ยาสเตียรอยด์บางตัวจะใช้กับคนไข้ที่เป็นโรคภูมิแพ้เพื่อลดจำนวนเซลล์ที่ระคายเคืองทำให้ยับยั้งการปล่อยฮิสตามีนออกมา

ครอบครัวชาวอัฟริกา ครอบครัวนี้ เลี้ยงสัตว์ไว้ แต่มันคืออะไรละ? ช่วยบอกหน่อย

เครื่องปรุงที่ใช้มีดังนี้:

ปูทะเลเป็นตัวเขื่องๆ 1 ตัวน้ำหนักประมาณ 8 ขีด- 1 ก.ก.(จะเป็นปูเนื้อหรือปูไข่ก็ได้) ต้นหอมใช้ช่วงเขียว-ขาว น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วขาว1/2 ถ้วย น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ ผงกะหรี่ 1 ช้อนโต๊ะ ไข่เป็ด 2 ฟอง นมระเหยจืด 1/2 ถ้วย น้ำมันน้ำพริกเผา 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่นเล็กน้อย

วิธีเตรียม: หงายปูเฉาะอกปูเป็นสองซีก แกะกระดองปูแยกออก สับปูเป็นชิ้นๆด้วยมีดปังตอคมกริบ แล้วนำไปนึ่งด้วยน้ำเดือดจัดประมาณ 10 นาที
นำเครื่องปรุงทั้งหมด(ยกเว้นต้นหอม) มากวนให้เข้าด้วยกันในอ่างแก้ว

วิธีปรุง: นำกระทะเหล็กตั้งไฟแรงจนร้อนจัด ใส่น้ำมัน1/2ถ้วยลงในกระทะกรอกให้ทั่วแล้วเทออก จากนั้นนำต้นหอมลงผัดจนได้กลิ่นหอม ใส่ชิ้นปูที่นึ่งสุกแล้วตามลงไปพร้อมกับผัดคั่วจนปูสุกหอมทั่วกัน ใส่น้ำปรุงรสที่เตรียมไว้ลงไปผัดคลุกจนทั่ว ตลบกลับชิ้นปูบ่อยๆจนน้ำปรุงรสเริ่มงวดข้นแล้วยกลง จัดใส่จานให้ดูน่ารับประทานโดยวางกระดองปูไว้ตรงกลางพร้อมรับประทาน

TIPS: เวลาเลือกปูต้องใช้ปูเป็น ๆ เท่านั้น ปูที่มาจากฝั่งอ่าวไทยกระดองจะขาวกว่าและเนื้อหวานแน่นดี ปูที่สดเนื้อจะแน่นกดตรงอกต้องแข็ง หากเป็นปูตัวเมียกดตรงกลางอกแล้วยุบเป็นปูโพรกไม่ควรใช้ และควรนำปูไปนึ่งให้สุกกอ่นที่จะนำไปผัด อย่านำไปต้มเพราะเนื้อจะไม่อร่อยเท่าที่ควร




ข้อมูลจากfood-legend-recipe

ชายคนหนึ่งเป็นคนขี้เกียจมากที่สุดจนผองเพื่อนสุดจะระอา
สมชายเพิ่งย้ายมาใหม่ไม่รู้เรื่องนี้

วันหนึ่งสมชายไปเที่ยวบ้านเพื่อนจอมขี้เกียจพบว่าบ้านรกมาก
ทุกอย่างไม่มีการเก็บมานาน

สมชายจึงถามจอมขี้เกียจว่า
" ทำไมนายไม่แต่งงานซะล่ะ
จะได้มีเพื่อนอยู่และช่วยกันทำความสะอาดบ้านให้ดูดีกว่านี้ "

คำตอบที่ได้รับคือ "ข้าขี้เกียจว่ะ"

สมชายเลยอาสาว่า
" เออ!ข้ามีเพื่อนผู้หญิงเยอะเลย จะแนะนำให้เอ็งได้รู้จักสักคน ดีไหมล่ะ"

คำตอบก็เหมือนเดิมคือ
"ข้าขี้เกียจว่ะ"

สมชายก็ยังยืนยันเจตนาเดิมว่า
" เหอะน่าข้าจะเลือกคนดีๆ ให้เอ็งไม่ต้องจีบก็ได้ว่ะ"

คราวนี้จอมขี้เกียจ ตอบด้วยเสียงงัวเงียว่า
" เออ! เอาคนที่ท้องแล้วนะ ข้าขี้เกียจว่ะ"
ที่บ้านคุณนาย หลังจากคนสวนลาออกไป
ก็ไม่มีใครดูแลสวนหย่อม

คุณนาย :
นี่นางแจ๋วไปช่วยดูแลต้นไม้พลางๆก่อนซิ

นางแจ๋ว :
ค่ะคุณนาย ไว้วันหลังดีกว่า

คุณนาย :
แกว่างไม่ใช่เหรอ ไปรดน้ำต้นไม้หน่อยไป๊!

นางแจ๋ว :
แต่ว่า คุณนายค่ะ ตอนนี้ฝนตกอยู่นะค่ะ

คุณนาย :
แกนี่โง่จริงๆ เชียว ถ้าแกกลัวเปียก ก็กางร่มไปรดซิย๊ะ

สี่หนุ่มก๊วนกอล์ฟวันอาทิตย์คุยกันถึงเทคนิคการขอเมียมาตีกอล์ฟ

คนแรกเผยเคล็ดลับ "ทุกเย็นวันเสาร์อั๊วจะพาเมียไปหาที่บรรยากาศดีๆดินเนอร์กันว่ะ"

คนที่สองบอก
"ของอั๊วประหยัดกว่าแต่เหนื่อยว่ะ อั๊วช่วยเมียทำสวนทุกวันเสาร์เลย"

"ของอั๊วขี้เกียจเหนื่อยว่ะ" คนที่สามว่า
"อั๊วบอกเค้าให้ไปช็อปปิ้งตามสบาย อั๊วจ่ายเอง"

"พวกลื้อนี่มันไก่อ่อนจริงๆ" คนสุดท้ายส่ายหน้า
"ทุกเช้าวันอาทิตย์อั๊วปลุกเมียขึ้นมาถามง่ายๆ กอล์ฟหรือกุ๊กกิ๊กดี?
อั๊วได้มาเล่นทุกอาทิตย์เลยว่ะ!!!"

เดี๋ยวนี้สบู่เหลวได้รับความนิยมยิ่งขึ้นด้วยเหตุผลของความสะดวกสบายเป็นสำคัญแต่คุณรู้ไหมว่า สบู่เหลวที่เราใช้กันอยู่นั้นไม่ใช่สบู่แต่เป็นสารเคมีล้วนๆ!สบู่เหลวที่ดีจริงๆจะต้องมีส่วนผสมของเนื้อสบู่อย่างน้อย 25 %แล้วที่เหลือเป็นน้ำแต่ความเป็นจริงแล้วไม่มีสบู่เหลวแบบนี้วางขายอยู่เลย


เพราะผลิตภัณฑ์เกือบทุกชนิดที่วางขายอยู่นั้น เป็นแค่ใช้สารซักฟอกหรือดีเทอเจนผสมกับสารเคมีสังเคราะห์อื่นๆ แล้วทำให้อยู่ในรูปของเหลว ซึ่งสารซักฟอกหรือดีเทอเจนก็คือสารเคมีหลัก ที่ใช้ในการผลิตแชมพู น้ำยาล้างจาน น้ำยาทำความสะอาดพื้น หรือแม้แต่น้ำยาทำความสะอาดห้องน้ำนั่นเอง จะผิดกันก็แต่ว่าความเข้มข้นของสารซักฟอก ที่ใช้ทำสบู่เหลวมีความเจือจางกว่าเท่านั้นผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้สบู่เหลวคงไม่เกิดขึ้นในฉับพลันทันที


แต่จะสะสมเป็นปัญหาในระยะยาวได้เพราะสารเคมีเหล่านี้จะแทรกซึมลงไปในผิวหนังอวัยวะภายใน และกระแสเลือดได้ทุกครั้งที่เราอาบน้ำSLS หรือ โซเดียมลอริลซัลเฟตเป็นตัวอย่างหนึ่งของสารเคมีหลักที่มักใช้ในสบู่(คุณลองไปพลิกพวกผลิตภัณฑ์ซักล้างทุกอย่างดูจะเห็นส่วนผสมนี้จริงๆ บางทีใช้ชื่อว่าลอริล)และเป็นสารเคมีอันตรายหลายประเทศในยุโรปและอเมริกามีกฏหมายห้ามใช้แล้วและบางประเทศก็จำกัดให้มีการใช้น้อยลงแต่ในบ้านเรากลับใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งๆที่ SLS เป็นสารเคมีที่ดูดซึมผ่านผิวหนังได้ง่ายและรวดเร็วสามารถสะสมอยู่ในดวงตา สมอง หัวใจ ตับและก่อปัญหาในระยะยาวหากยิ่งมีการใช้ร่วมกับสารประกอบตระกูลอามีนก็จะกลายเป็นสารก่อมะเร็งในที่สุด เพราะฉะนั้น เราอาจต้องถามตัวเองดูใหม่ว่ามีความจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องใช้สบู่เหลว(ซึ่งจริงๆแล้วคือสารเคมีล้วนๆ)แต่ถ้ายังคงต้องการที่จะใช้การใช้สบู่เหลวสำหรับเด็กก็จะดีกว่า(ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย เพียงแต่มีสารเคมีเจือจางกว่าเท่านั้น)แต่ถ้าจะให้ดี การกลับไปใช้สบู่ก้อนจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด






ขอบคุณข้อมูล : สมุนไพรดอทคอม

สิ่งธรรมดาคือสิ่งพิเศษ

ท่าน ติช นัท ฮันท์ พูดเรื่องนี้ไว้ดีมากในหนังสือ 'ขอบคุณสรรพสิ่ง'

'ปาฏิหาริย์ไม่ใช่การเดินบนน้ำ หรือบินอยู่บนอากาศ

แต่ปาฏิหาริย์ คือ การเดินอยู่บนผืนดินและมีความสุขในทุกย่างก้าว'

ชีวิตเราเต็มไปด้วยเรื่อง 'ธรรมดา'

เช่น ตื่นมาอาบน้ำ แปรงฟัน ขับรถไปทำงาน กินอาหารเที่ยงกับเพื่อนในที่เดิมๆ ตอนเย็นกลับมาก็เห็นหน้าภรรยาหรือสามีคนเดิมๆ ใส่ชุดธรรมดาๆ...หน้าตาเราหรือก็ธรรมดาๆ... เราส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคนธรรมดาๆ มีชีวิตธรรมดาๆ กันทั้งนั้น

แต่ถ้าความธรรมดานี้หมดไปล่ะ?

เช่น อยู่ดีๆ ลูกเราเกิดเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือสามีเราถูกรถชนตาย หรือเราถูกไล่ออกจากงานที่เราเบื่อแสนเบื่อ...เรื่องก็จะ 'ไม่ธรรมดา' ไปในทันที

และในเวลานั้นเอง เราจะหวนมา คิดเสียดายความ 'ธรรมดา' จนใจแทบจะขาด...

ให้เรารีบชื่นชมกับความ 'ธรรมดา' ที่เรามี

และใช้ชีวิตประหนึ่งว่า สิ่งนั้นคือสิ่งมหัศจรรย์ของจักรวาล

เพราะสิ่งธรรมดาๆ แท้จริงแล้วคือ สิ่งที่พิเศษที่สุดแล้ว










จากธรรมะคิดดอทคอม

ถ้าพูดถึง ของขวัญ เรามักนึกถึงสิ่งของที่เรามอบให้กันในวันสำคัญต่าง ๆ แต่อันที่จริงแล้ว ยังมีของขวัญที่เราสามารถมอบให้กันได้ทุกวัน โดยไม่เสียเงินเลย

ของขวัญล้ำค่าเหล่านี้ ไม่ต้องรอมอบให้กันในช่วงเทศกาล เราสามารถมอบให้ผู้อื่นได้ตลอดปี และเมื่อเรามอบของขวัญนี้แก่ผู้ใดแล้ว ผลที่ได้รับมีคุณค่ามากมายมหาศาล ทั้ง ๆ ที่เราไม่ต้องลงทุนซักแดงเดียว เรามาลองดูรายละเอียดของกิฟต์เซ็ต ชุดนี้กันดีกว่า


ของขวัญจากการฟัง : จงตั้งใจฟังผู้อื่นให้มาก อย่าขัดจังหวะการพูด หรือขัดคอผู้อื่น พูดให้น้อย ฟังให้มาก

ของขวัญจากภาษากาย : อย่าอายที่จะแสดงความรักต่อครอบครัวหรือเพื่อนของคุณ การแสดงออกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บอกให้พวกเขารู้ถึงความสนิทสนมที่คุณมีให้ จับมือ, โอบไหล่, สวมกอด, หอมแก้ม ฯลฯ

ของขวัญจากความเบิกบาน : แบ่งปันเสียงหัวเราะและความสนุกสนาน ให้คนรอบข้าง มีเรื่องสนุกอย่าแอบหัวเราะคนเดียว

ของขวัญจากการเขียน : กระดาษโน้ตที่เขียนด้วยลายมือของคุณเอง เช่น ?ฉันรักคุณจังเลย? ... ?ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ? ... จะสร้างความรู้สึกดี ๆ ให้แก่คนอ่านได้ไม่น้อย

ของขวัญจากคำชม : ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ไม่ว่าใครก็อยากได้รับคำชม เช่น ?ผมทรงนี้ดูดีจัง? ?กับข้าวอร่อยมากเลยนะ? ?ผอมลงรึเปล่า ดูดีขึ้นเยอะเลยนะ? แต่อย่าชมจนเว่อร์ก็แล้วกัน เดี๋ยวจะกลายเป็นคนไม่จริงใจ

ของขวัญจากความมีน้ำใจ : ความจริงคนเราทุกคนล้วนมีน้ำใจ สภาพสังคมที่แก่งแย่งแข่งขันอยู่ตลอดเวลา ทำให้น้ำใจของหลายคนเกิดอาการ ?หลับใน? การแบ่งปันให้กันจะทำให้โลกเราน่าอยู่ขึ้นนะ

ของขวัญจากเวลาส่วนตัว : บางเวลาคนเราก็อาจอยากอยู่เงียบ ๆ ตามลำพัง อย่าลืมเคารพสิทธิ์ผู้อื่นด้วย ปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวเมื่อเขาต้องการ


ของขวัญจาการให้กำลังใจ : คนเรายามที่จิตใจท้อแท้ ก็เหมือนรถน้ำมันหมด วยเติมกำลังใจให้คนอื่นทุกครั้งที่มีโอกาส ?ใจเย็น ๆ นะ เดี๋ยวก็มีทางแก้? ? ยากกว่านี้เธอยังทำได้เลย? สักวันรถของคุณเองก็อาจขาดน้ำมันเหมือนกันก็ได้

ของขวัญจาก มธุรสวาจา : คำพูดดี ๆ ทำให้เกิดความประทับใจต่อกันได้ดี อย่าลืมคำพื้นฐานอย่าง ?ขอบคุณ? ?ขอโทษ? ?ไม่เป็นไร? เพราะคุณเองก็คงอยากฟังคำพูดดี ๆ จากคนอื่นบ้างเหมือนกัน

เห็นไหมว่า เรามีของขวัญมากมายอยู่กับตัวที่สามารถหยิบยื่นให้แก่กัน ได้ทุกที่ทุกเวลา ลองมอบให้คนข้าง ๆ ซักคนละชิ้น สองชิ้น เริ่มต้นจาก การยิ้มให้กันก่อน ยิ้ม เป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพและเรื่องราวดี ๆ อีกมากมาย







จากsiamsouth

ส่วนผสม
ถั่วเขียวเลาะเปลือก 150 กรัม
น้ำ (สำหรับต้มถั่วเขียว) 3 ถ้วยตวง
มะพร้าวขูด 300 กรัม
(คั้นให้ได้กะทิ 1 1/2 ถ้วยตวง)
น้าตาลทราย 1 ถ้วยตวง

ส่วนผสมเคลือบลูกชุบ
วุ้นผง 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำ 2 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
สีผสมอาหาร
ไม้จิ้มฟัน
โฟมสำหรับวางขนม

วิธีทำ
1. ล้างถั่วเขียวเลาะเปลือกให้สะอาด แช่น้ำอย่างน้อยประมาณ 3 ชั่วโมง
2. นำถั่วเขียวเลาะเปลือกและน้ำใส่ภาชนะ ไม่ปิดฝาภาชนะ นำเข้าเตาไมโครเวฟใช้เวลาประมาณ 40 นาที ระดับความร้อน HIGH พอสุกนำถั่วเขียวออกมาผ่านกระชอนให้ละเอียด
3. นำถั่วเขียวทียีแล้ว กะทิ และน้ำตาลทรายใส่ภาชนะคนให้เข้ากัน ไม่ปิดฝาภาชนะ นำเข้าเตาไมโครเวฟใช้เวลาประมาณ 25-30 นาที ระดับความร้อน HIGH (เปิดคนทุกๆ 10 นาที) กวนจนถั่วเขียวจับตัวเป็นก้อน
4. นำถั่วเขียวที่กวนได้ทีแล้ว นำมาปั้นเป็นผลไม้ต่างๆ ตามชอบ เช่น มังคุด มะละกอ แตงโม มะม่วง ส้ม ตามชอบ เสียบด้วยไม้จิ้มฟัน ทาสีผสมอาหารให้สวยงาม ปักไว้บนโฟมที่เตรียมไว้ พักไว้ให้สีผสมอาหารแห้ง
5. ผสมวุ้นผง น้ำตาลทราย และน้ำคนให้เข้ากัน ไม่ผิดฝาภาชนะ นำเข้าเตามโครเวฟใช้เวลาประมาณ 10 นาที ระดับความร้อน HIGH(เปิดคนทุกๆ 3 นาที) หมดเวลา นำมากรองด้วยผ้าขาวบาง
6. นำส่วนผสมที่พักไว้ลงชุบวุ้น ประมาณ 2-3 ครั้ง จนขึ้นเงา พักไว้ให้แห้ง ดึงไม้ออก แต่งก้านและใบให้ดูสวยงาม

ภาพนี้มีจุดที่ผิดอยู่ 28 จุด ลองหาดูสิ



ไอ้หนุ่มคนหนึ่งชอบหมา แต่แฟนเขาไม่ชอบ ไอ้หนุ่มจึงเลิกเลี้ยงหมาไป จนเมื่อเขาแต่งง นกันได้สักพัก ไอ้หนุ่มก็เริ่มทำตามใจตัวเองบ้าง เขาคุยกับเมียเรื่องเอาหมามาเลี้ยง

"แล้วเราจะเลี้ยงมันยังไงคะนี่ ชั้นไม่มีเวลาหาอาหารให้มันหรอกนะ"
เมียตั้งแง่

"ไม่ต้องห่วง" ไอ้หนุ่มยืนยัน
"ผมซื้ออาหารหมามาเลี้ยงมันเอง"

"แล้วบ้านเราเป็นทาวน์เฮาส์อย่างนี้ จะให้มันไปฉี่ไปอึที่ไหนล่ะ"
เมียยังข้องใจ

"เดี๋ยวผมฝึกให้มันเข้าห้องน้ำเอง หมาผมทุกตัวทำได้ทั้งนั้นแหละ"
ไอ้หนุ่มว่า

"แล้วตอนนอนล่ะ จะทำไงนี่" เมียเรื่องมากจริงๆ

"นอนบนเตียงกับเราสิ หมาผมทุกตัวผมเอามานอนด้วยทั้งนั้นแหละ"
ไอ้หนุ่มยืนยัน

"ว้าย... ไม่ไหวหรอก เหม็นจะแย่" เมียจมูกย่น

"ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวก็ชินไปเอง" ไอ้หนุ่มพูดหน้าตาเฉย
"ตอนผมแต่งงานมาใหม่ๆ ผมก็เหม็นเหมือนกัน แต่สักพักก็ชินไปเอง"

เจ้านายดิชั้นสั่งให้ซื้อเครื่องทำลายเอกสารมาใช้ในออฟฟิศ
"ราคาไม่เกี่ยง ขอให้เป็นของดี มีประกันนานๆก็แล้วกัน" ท่านว่า
"ยี่ห้อนี้ดีไหมคะ" ดิชั้นเอาโบรชัวร์ไปให้ท่านดู "ของเยอรมันค่ะ ราคาแพงหน่อย แต่เขารับประกันตลอดอายุการใช้งานเลยนะคะ"
ท่านอนุมัติทันที

สัปดาห์ต่อมา เมื่อเครื่องทำลายเอกสารเครื่องใหม่มาถึง ท่านมาด้อมๆมองๆและยืนยันจะทดลองเครื่องทำลายเอกสารเครื่องใหม่ด้วยตัวท่านเอง

"บอสยังไม่อ่านคู่มือเลยนะคะ เดี๋ยวเครื่องก็เสียหรอก" ดิชั้นท้วง
"เสียแล้วจะเป็นอะไรไป" ท่านว่า "ประกันตลอดชีพอยู่แล้ว"
ท่านหยิบกระดาษข้างตัวขึ้นมาปึกหนึ่ง ใส่ลงไปในเครื่องทำลายเอกสารแล้วกดปุ่ม

เครื่องดูดเอกสารเข้าไปครึ่งหนึ่งแล้วสะดุด เจ้านายดิชั้นก็เลยกดปุ่มอีกครั้ง กระดาษขยับเข้าไปนิดหน่อย ท่านก็แล้วกดแช่ย้ำๆอยู่ตรงนั้นในขณะที่กระดาษปึกนั้นค่อยๆเลื่อนเข้าไปทีละนิดๆจนหมดพร้อมกับกลิ่นไหม้ที่ตามมา

"เป็นอะไรของมันวะ" ท่านบ่นอย่างหงุดหงิด
"หนูบอกแล้วว่าบอสน่าจะอ่านคู่มือก่อน" ดิชั้นว่า
"เจ๊งก็เจ๊งสิ" ท่านฟิวส์ขาด "ส่งซ่อมแล้วกัน ประกันก็มี"
"จะส่งซ่อมยังไงล่ะคะ" ดิชั้นหน้าหงิก
"บอสเอาใบประกันเข้าไปย่อยหมดแล้ว..."
คุณพ่อกำลังนั่งพิมพ์งานอยู่ที่บ้าน ในขณะที่ ลูกสาววัยหกขวบจอมซนก็กำลังเล่นอยู่ข้างหลัง สักครู่ อยู่ดีๆ เธอก็หันหลังกระโดดวิ่งเข้าไปในครัว พร้อมทั้งร้องเสียงแหลมปรี๊ด ด้วยความดีใจ

ลูกสาว : " หนูรู้รหัสผ่านของคุณพ่อแล้ว หนูรู้รหัสผ่านของคุณพ่อแล้ว เย ! "
คุณแม่ : แล้วมันคืออะไรล่ะ ?
ลูกสาว : " ดอกจัน ดอกจัน ดอกจัน ดอกจัน ดอกจัน "
คุณแม่ : ?!?!?!

วันหนึ่งช่างจัดดอกไม้ เข้าไปตัดผมที่ร้าน หลังจากตัดผมเสร็จก็เตรียมตัวจะจ่ายเงิน ช่างตัดผมบอกว่า

" เอ่อ ผมรับเงินของคุณไม่ได้ดอกครับ เพราะผมอาสาทำงานเพื่อชุมชน " ช่างจัดดอกไม้ยิ้มแล้วก็กลับไป วันจันทร์ต่อมา เมื่อช่างตัดผมเปิดร้านก็พบว่า มีการ์ดขอบคุณกับดอกไม้ 12 ช่อ วางอยู่ที่หน้าร้าน

วันต่อมา มีตำรวจคนหนึ่ง เข้ามาตัดผมที่ร้านอีก หลังจากตัดผมเสร็จ ตำรวจจะจ่ายเงิน ช่างตัดผมก็บอกกับตำรวจเช่นกันว่า

" เอ่อ ผมคงรับเงินของคุณไม่ได้ดอกครับ เพราะผมอาสาทำงานนี้เพื่อชุมชน " ตำรวจยิ้มแล้วก็กลับไป

วันจันทร์ถัดมา เมื่อช่างตัดผมเปิดร้าน ก็พบว่ามีการ์ดขอบคุณพร้อมกับขนมโดนัท 12 ชิ้น ใส่กล่องวางอยู่ที่หน้าร้าน

วันต่อมา คุณสุดยอดเห็นแก่ตัว ได้มาตัดผมที่ร้านของเขาเช่นกัน แล้วก็เหมือนเดิม ช่างตัดผมก็ยังยืนยันไม่รับเงินเหมือนเดิม ก็กลับไป เช่นกัน วันจันทร์ถัดมา เมื่อช่างตัดผมเปิดร้าน สิ่งที่ช่างตัดผมพบคือ " ครอบครัวและญาติ ๆ คุณสุดยอดเห็นแก่ตัว 12 คน มายืนรอตัดผมฟรีอยู่หน้าร้า
หลายต่อหลายท่าน คงจะทราบกันดีว่าทุกวันที่ 1 พฤศจิกายน ของทุกๆปี คือวันฮาโลวีน

ซึ่งภาพที่เราได้พบเห็นในวันนั้นคือ การเห็นฝรั่งมังคาแต่ตัวเป็นภูตผีปีศาจ เดินตามถนน ซึ่งเราอาจเข้าใจในความหมายของพฤติกรรมนี้ว่า เป็นวันปล่อยผี แต่อีกมุมหนึ่งในศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิกนั้น วันที่ 1 พฤศจิกายน ถือเป็น หนึ่งใน 14 วันสำคัญ คือ วันสมโภชนักบุญทั้งหลาย (All Saints'Day) เนื่องจาก ในช่วงศตวรรษที่ 9 พระศาสนจักรได้กำหนดให้ วันที่ 1พฤศจิกายน เป็นวันสมโภชนักบุญทั้งหลายและเป็นการรอคอยความรอดด้วย ซึ่งจะเป็นการระลึกถึงคุณธรรมของเหล่าบรรดานักบุญต่าง ๆ โ

ดยเฉพาะอย่างยิ่งการฉลอง "นักบุญอุปถัมภ์" ของแต่ละพระศาสนจักร และนักบุญประจำตัวของคริสตสานิกชน และในวันถัดมาคือวันที่ 2 พฤศจิกายน เป็นวันภาวนาอุทิศแก่บรรดาญาติ พี่น้อง ผู้ล่วงลับ โดยก็จะประกอบพิธีมิสซา อุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศล ให้แก่ผู้ล่วงลับเหล่านั้นและนี่ก็เป็นอีกหนึ่งมุมมองของวันฮาโลวีน ที่หลายท่านอาจจะยังไม่ได้ทราบ
ตั้งสมาธิ สาเหตุ หนึ่งที่ทำให้หลงลืมบ่อยเพราะไม่มีสมาธิ หรือมีสารพัดเรื่องเข้ามาแทรกแซงอยู่ตลอดเวลา อย่าให้มีอะไรมากวนสมาธิบ่อยนัก จัดเวลาช่วงหนึ่งงดรับโทรศัพท์และติดป้ายห้ามรบกวนไว้ที่โต๊ะ หาเวลานั่งเงียบๆ หลับตา หายใจเข้าช้าๆ เพื่อให้เกิดความสงบ


จดโน้ต ถ้าทำงานที่มีความซับซ้อนหรือมีหลายงาน ควรรีบโน้ตสั้นๆ ว่าจะทำอะไรต่อไป ส่วนที่ชอบลืมแล้วลืมอีกควรจดโน๊ตต่างๆ เพื่อช่วยเตือนความจำอีกที


ใส่ใจ การ ที่คนเราลืมอะไรบ่อยๆ อาจะเป็นเพราะไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนั้น ถ้าใครพูดอะไรด้วยแล้วลืม หรือจำชื่อคนไม่ค่อยได้ ลองหันมาสนใจตั้งใจฟังสักนิด ก็จะช่วยให้จำได้ดีขึ้น


ท่องจำ การท่องเป็นวิธีช่วยจำที่ตรงไปตรงมาที่สุด เด็กนักเรียนจำคำศัพท์ต่างๆ ได้ดีขึ้น เพราะท่องจำเนี่ยแหละ ถ้าหมั่นท่องสิ่งที่ต้องทำบ่อยๆ ได้จากการฟัง ได้ดีขึ้น


พูดออกเสียง เคยสังเกตไหมว่าเราสามารถจดจำเรื่องต่างๆ ได้จากการฟัง การพูด ออกมาทำให้เราได้ยินเสียงของตัวเอง ซึ่งจะช่วยให้จำง่ายขึ้น


พูดคุยหรือเล่าให้คนอื่นฟัง ก็เป็นการช่วยจำทางหนึ่ง และการเล่าให้คนอื่นฟังรู้เรื่อง ตัวเราเองต้องเข้าใจเรื่องนั้นอย่างดีและจำได้ดี ถ้าอยากจำเรื่องที่ประชุม สัมมนา หรืออบรมได้ดีขึ้นลองพูดคุยหรือเล่าให้เพื่อนฟัง


ทำ mind mapping ถ้า จะทำโครงการต่างๆ ลองเริ่มจากการเขียนแผนผังใส่หัวข้อต่างๆ ลงไป มีหัวข้อหลักและรายละเอียดด้วยก็จะทำให้เห็นภาพรวมทั้งหมดและช่วยจำได้ ที่สำคัญนอนหลับให้พอ ถ้านอนเต็มอิ่มก็จะช่วยให้จำดีขึ้น







ขอบคุณสกิดดอทคอม

หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้าไปหาชายแก่ที่นั่งอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน

หญิงสาว -"ขอโทษนะคะคุณลุงคือดิฉันเผอิญสังเกตเห็นว่าคุณลุงดูมีความสุขจังไม่ทราบว่ามีเคล็ดลับสำหรับชีวิตที่ยืนยาวและแสนสุขมั๊ยคะ"

ชายแก่ - "ผมสูบุหรี่วันละ 3 ซองดื่มเบียร์วันละลัง กินอาหารมันๆ และไม่เค้ยไม่เคยออกกำลังกายเลย"

หญิงสาว - "ว๊าว!!! ไม่น่าเชื่อเลยค่ะ คุณลุงอายุเท่าไหร่คะเนี่ย?"

ชายแก่ - " 26...."





ขอบคุณข้อมูล : src.ku
ในงานแต่งงานของบ่าวสาวคู่หนึ่ง

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของฝ่ายเจ้าสาวได้ถูกเชิญให้ขึ้นไปอวยพรบ่าวสาวท่านอวยพรว่า...

"ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ผมรู้จักเจ้าสาวเป็นอย่างดี พราะเธอเป็นเลขาของผมเอง ทำงานร่วมกันมาก็หลายปี จากการที่ได้ทำงานใกล้ชิดกัน ทำให้ผมได้เห็นนิสัยใจคอของเธอ
ผมได้เห็นอะไรต่อมิอะไรดีๆในตัวเธอ และผมกล้ายืนยันกับทุกๆคนในที่นี้ว่า จิ๋มเธอน่ารักมาก"

จบคำอวยพร เล่นเอาแขกเฮกันลั่นกันทั้งงาน



ปรัชญานี้สอนให้รู้ว่า หากคุณมีลูกสาว อย่าพยายาม ตั้งชื่อว่าจิ๋ม





ขอบคุณข้อมูล : src.ku
คงเป็นเรื่องน่าเศร้า
หากคนเราต้องบิดเบือนความจริงในใจ
แล้วใส่หน้ากากเข้าหากัน


เราคงมีชีวิตอยู่กับความสุขปลอมๆ
ท่ามกลางความกลัวที่จะผิดหวัง
ทั้งที่ในที่สุดก็ต้องเผชิญหน้ากับมันอยู่ดี

ถอกหน้ากากออกดีไหม

จะเป็นไรไป หากใครจะอ่านสายตาของเราได้
หรือแม้แต่จะมองทะลุถึงใจของเรา

เพราะเมื่อใดก็ตาม ที่เราไม่ต้องปิดบัง อำพราง
ไม่ต้องไว้ท่าไว้ทางหรือมีเล่ห์เหลี่ยมใดๆ
เมื่อนั่นใจของเราย่อมมีพลังอย่างเต็มที่
ที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้บังเกิดขึ้น

ซึ่งต่างค้นพบพลังแห่งความจริงใจ
เป็นพลังที่เกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายเป็นธรรมชาติ
แต่มีอานุภาพเหลือประมาณ



ฉะนั้น..
อย่ากลัวเลย..ที่จะเป็นคนจริงใจ
เป็นคนซื่อๆ ใสๆ
ปากกับใจตรงกัน
ถึงแม้เราไม่เก่ง ไม่ดีเด่น
ไม่ได้เป็นคนสำคัญ
ขอเพียงเรามีความจริงใจต่อกัน
แค่นี้ก็สุขสบายใจ..







บทความจากธรรมจักร
โลกสอนมนุษย์ว่าทุกสิ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง.แต่โลกก็กลับสอนให้มนุษย์ผูกพันโดยพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต***อาตมาอ่านเจอกลอนในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ที่ผู้เขียนระบายไว้ได้สาแก่ใจมากเลยเร็ว ก็หาว่าล้ำหน้า
ช้า ก็หาว่าอืดอาด
โง่ ก็ถูกตวาด
พอฉลาด ก็ถูกระแวง
ทำก่อน บอกไม่ได้สั่ง
ทำทีหลัง บอกไม่มีหัวคิด
เฮ้อ นี่แหละชีวิตคนทำงาน
ข้างต้น น่าจะเป็นกลอนที่โดนใจบรรดาคนทำงานหลายๆ คน เพราะสะท้อนความรู้สึกกดดันอย่างชัดเจน
ซึ่งจากการได้พูดคุยกับโยมที่เข้ามาปรึกษาหารือถึงสาเหตุที่ทำงานกันอย่างไม่มีความสุขก็มีปัจจัยมากมาย เช่น ทำงานที่ตัวเองไม่ถนัด ทำงานที่ไม่ชอบ โดนหัวหน้างานกดขี่ หรือรู้สึกว่าหน้าที่ที่ตัวเองได้รับมอบหมายนั้นต่ำต้อย ฯลฯ
โดยจะว่าไปแล้ว บริษัทก็เหมือนกับบ้านหลังที่สองของเรา บางคนใช้ชีวิตในบริษัทมากกว่าที่บ้านซะอีก เพราะต้องตื่นขึ้นมาทำงานตั้งแต่ตี ๔ ตี ๕ กลับถึงบ้านก็ ๒-๓ ทุ่ม วันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง หากต้องใช้ชีวิตในการทำงาน (รวมนั่งรถไป-กลับ) วันละ ๑๐ กว่าชั่วโมงแล้ว ถ้าโยมไม่มีความสุขกับงานที่ทำ จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจมากๆอาตมาชอบใจคุณยามที่บริษัทแห่งหนึ่งมาก เคยถามเขาว่า ไม่เบื่อเหรอ เปิดประตูทั้งวัน เขาตอบกลับอย่างฉะฉานว่า' ไม่เบื่อหรอกครับท่าน เพราะคนจะเข้าไปที่นี่ได้หรือไม่ได้ มันอยู่ที่ผม ถ้าผมไม่เปิดประตู ไม่อนุญาตหรือบอกไม่ให้เข้า เขาก็ไม่ได้เข้านะ อย่างพระอาจารย์มาบรรยายที่นี่ ผมไม่ให้เข้าก็ได้ ... แต่ผมให้เข้าครับ' ( แล้วไป)อาตมาจึงไม่แปลกใจเลย เวลาไปทำธุระที่บริษัทนี้ทีไร มักเห็นเจ้าหมอนี่ ทำหน้าที่ตัวเองอย่างกระตือรือร้น ก็เพราะเขามีทัศนคติที่ดีต่อหน้าที่ เห็นความสำคัญของตัวเอง จึงทำให้เขาทำงานได้อย่างมีความสุข (แถมมีมุขอำกลับอาตมาอีกต่างหาก)ดังนั้นอาตมาจึงอยากจะหนุนใจญาติโยมที่กำลังรู้สึกย่ำแย่กับงานของตัวเองว่า
ถ้าเราทำงานจนเมื่อยมือเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีมือให้เมื่อย
ถ้าเราเดินไปเดินมาจนปวดขาเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีขาให้ปวด
ถ้าเราเห็นหัวหน้า แล้วเซ็งเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีหัวหน้าให้เซ็ง
ถ้าเราเห็นงาน แล้วเราเบื่องานเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีงานให้เบื่อเพราะหลายคนพอไม่มีงานให้ทำ ก็จะประท้วงกัน อยากทำงาน ! อยากทำงาน ! ดังนั้นเมื่อคุณโยมมีโอกาสทำแล้ว ก็จงทำให้ดีที่สุด เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนทัศนคติต่องานที่ทำก่อน เห็นความสำคัญของหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ได้ ทำมันอย่างเต็มที่และดีที่สุด เหมือนดั่งคุณยามที่อาตมายกมาเป็นตัวอย่างข้างต้นอาตมาเคยอ่านเจอคำแนะนำของท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ.ประยุตฺโต) ในหนังสือเล่มหนึ่ง ท่านเขียนชี้แนะไว้ว่างานมีผลตอบแทนสองชั้นด้วยกัน
ผลตอบแทนชั้นที่ ๑ คือ ตอนเงินเดือนออก นี่คือความสุขชั้นที่หนึ่ง ซึ่งหลายๆ คนมีความสุขในการทำงานแค่วันนั้นวันเดียว แต่ถ้าเราสามารถพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับงานได้ มันก็จะก้าวไปสู่อีกระดับ อันนำมาซึ่งผลตอบแทนหรือความสุขชั้นที่ ๒ นั่นเองหนึ่งเดือน คุณโยมอยากมีความสุขเพียง ๑ ชั้น หรือ ๒ ชั้น ก็เลือกเอาตามใจชอบเลยเจริญพร...
..........ที่มา : ขออนุโมทนาขอบคุณ คุณ Uraiwan Bunphawattanarak
ต้องการ : ไม่ต้องการ

ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการและความไม่ต้องการ

แท้จริงแล้ว ความต้องการนั้นมีอำนาจบั่นทอนความสุข และความไม่ต้องการนั้นมีพลังปิดกั้นความสุข ขณะที่ต้องการหรือไม่ต้องการสิ่งใด ความสุขจะหลบไปชั่วขณะไม่ปรากฏที่ใจ หากไม่รีบคลี่คลายสู่ภาวะอันควร ความสุขอาจจะหายไปเลย ดังนั้น หากมีความต้องการหรือความไม่ต้องการ ต้องรีบบริหารใจโดยด่วน

ความต้องการของมนุษย์มีหลายชั้น คือ

• ความต้องการที่จินตนาการผสมแต่งต่อ
• ความต้องการที่ตลาดโน้มน้าว
• ความต้องการที่สังคมยัดเยียดให้
• ความต้องการที่ตนปรารถนา
• ความต้องการตามธรรมชาติ

ความต้องการเหล่านี้ทุกชั้นสามรถแตกตัวได้ไม่รู้จบความต้องการของมนุษย์และสังคมมนุษย์เพิ่มขึ้นทุกปี ทุกยุค ไม่เคยลดลง มีแต่เพิ่มขึ้น ความต้องการจึงมีธรรมชาติขยายพันธุ์ไม่สิ้นสุด การวิ่งตามความต้องการจึงไม่เคยจบหรือสำเร็จบริบูรณ์ ทั้งนี้ไม่ว่ามนุษย์คนใดในโลก หรือพระเจ้าองค์ใดในสวรรค์

ชีวิตที่โลดแล่นตามความต้องการจึงเป็นชีวิตที่ลอยละล่องอยู่บนริ้วคลื่นแห่งปรารถนาที่ไม่มีวันจบสิ้น

การกลั่นกรองความต้องการ

แท้จริงแล้ว ในบรรดาความต้องการทั้งหมดที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทุกวันนั้น มีเพียงไม่กี่ความต้องการที่มีคุณสมบัติควรค่าแก่การพิจารณาปฏิบัติตาม

ความต้องการที่ควรดำเนินตามคือ

• ความต้องการที่ยังคุณค่าให้เกิดแก่ตนเองและคนอื่นจริง
• ความต้องการที่ยังประโยชน์ทั้งปัจจุบันและอนาคต
• ความต้องการที่ไม่นำผลร้ายใด ๆ ต่อเนื่องตามมาแม้นหากมีอยู่ ก็อยู่ในวิสัยที่ควบคุมได้
• ความต้องการที่มีความเป็นไปได้จริง
• ความต้องการที่เหมาะสมกับกาลเวลาและสถานการณ์
• ความต้องการที่ไม่ทำให้สูญเสียความสุขปัจจุบันและความสุขในอนาคต

ต่อไปนี้เมื่อมีความต้องการใด จงเอามาตรเหล่านี้ไปกลั่นกรองดูเถิด จะพบว่าในบรรดาความต้องการทั้งหมดที่ปรากฏต่อชีวิต และที่สังคมยัดเยียดให้ มีให้ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ที่ควรดำเนินตาม

คนที่จะประสบความสำเร็จสุขได้ต้องไม่วิ่งตามความต้องการสะเปะสะปะ ไม่ว่าจะเป็นของตนหรือของคนอื่นแต่ต้องกลั่นกรองเฟ้นหาความต้องการที่ดีจริง คุ้มค่าจริงอย่างแม่น ๆ ไม่กี่อย่าง แล้วทุ่มเททำจริง ๆ จัง ๆ ก็จะประสบความสำเร็จได้

ส่วนคนที่ปรนเปรอความต้องการอันไม่รู้จบทั้งของตนหรือของคนอื่น คือข้าทาสผู้วิ่งตามกระแสอารมณ์และปรารถนาที่ในที่สุดก็ไม่รู้ว่าพาไปไหนกัน เพราะมนุษย์เกือบทั้งโลกวิ่งตามความต้องการกันอย่างไม่ได้ประเมินผลสุดท้าย ณ ปลายทางเลย

ดังนั้น อยากมีความสุข อย่าวิ่งตามความต้องการอันไม่รู้จบ ไม่ว่าของตนหรือของคนอื่น แต่จงกลั่นกรองเลือกเฟ้นให้แม่น ๆ และทำให้เหมาะ ๆ ก็จักสำเร็จได้จริง

ความไม่ต้องการ

ในขณะที่ความต้องการนำไปสู่ความเพ้อเจ้อและไม่คุ้มค่า ความไม่ต้องการก็นำไปสู่ความคับแคบและไร้ค่า ได้เช่นกัน

ความไม่ต้องการเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่
• ปัญญาเห็นความไม่คุ้มค่า จึงไม่ต้องการ
• ขี้เกียจ จึงไม่ต้องการ
• กลัว จึงไม่ต้องการ
• เคยเสียใจ จึงไม่ต้องการ
• ถูกเสี้ยมสอนผิด ๆ หรือได้ข้อมูลผิด ๆ จึงไม่ต้องการ
• ถูกตีกรอบปิดกั้นห้ามปรามจึงไม่ต้องการ
จะเห็นได้ว่า เหตุแห่งความไม่ต้องการหลายประการทีเดียวที่เป็นกิเลสหรืออวิชชา

มีเพียงความไม่ต้องการจากเหตุแห่งปัญญาประเมินผลแจ้งชัด ในความคุ้มค่าตลอดสายแล้วเท่านั้นที่ควรนำมาพิจารณา

ดังนั้น เมื่อมีความไม่ต้องการเกิดขึ้น จงวิเคราะห์เสียก่อนว่าความไม่ต้องการนี้มาจากสาเหตุใด หากเป็นความไม่ต้องการจากกิเลสหรืออวิชชา ก็จงขจัดความไม่ต้องการนั้นออกไป เพราะไม่เช่นนั้น ความไม่ต้องการเหล่านั้นจะบีบชีวิตจิตใจให้คับแคบ จนอาจต้องขุดรูอยู่อย่างขลาดกลัวในที่สุด

เมื่อชีวิตลอยคออยู่กลางสมุทรแห่งโลกที่ปรุงแต่งความต้องการตลอดเวลา อยู่ ๆ จะบอกว่าฉันไม่ต้องการอะไรเลยก็จะจมน้ำตายเสียก่อน คือถูกความจำเป็นบีบรัดและระบบรอบด้านท่วมทับเอาได้ ดังนั้น อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีความต้องการที่จะออกจากระบบทั้งหลายที่เห็นว่าไร้สาระ

ต้องการอย่างกลางก็พึงต้องการสรรหาสาระเพื่อพัฒนาชีวิตจิตใจให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป

หากต้องการอย่างมาก ก็ต้องการบริหารคุณค่าให้เกิดประโยชน์สุขสูงสุดที่เป็นไปได้ตามกำลัง

เพราะต้องการจึงมีการใคร่ครวญหาทาง
เพราะปัญญาใคร่ครวญจึงเกิดความรู้
เพราะความรู้ จึงเกิดการตกลงใจ
เพราะการตัดสินใจ จึงเกิดการกระทำ
เพราะการกระทำ จึงเกิดการพัฒนา
เพราะการพัฒนา จึงเกิดความสำเร็จ

เพราะความสำเร็จ จึงมีสิทธิ์เสวยผลอันคือประโยชน์สุขที่ยิ่ง

ความต้องการที่แม่นยำและชอบธรรมจึงคือปฐมบทแห่งความสำเร็จทั้งหลายในโลก ดังนั้น อย่าปิดประตูชีวิตไว้ในกรงแห่งความไม่ต้องการตลอดไป ชีวิตจะเฉาตาย

สรุป

ด้วยเหตุนี้ อย่าขังตนไว้ในคุกความไม่ต้องการทั้งของตนและของใคร ๆ โดยไม่ได้พิจารณา จะติดกับดับวิภวตัณหา กระนั้นการพลัดเข้าไปสู่กระแสความต้องการไม่รู้จบ ก็จะหลุดเข้าสู่ทะเลแห่งภวตัณหาอันเสี่ยงภัย เหนื่อยยาก และไม่คุ้มค่า

ลองประเมินเข้าไปในชีวิตจริงดู การมีในสิ่งที่ไม่ควรมีล้วนนำมาซึ่งความเหนื่อยมา เดือดร้อน ทุกข์ระทม และการไม่มีในสิ่งที่ควรมีก็นำมาซึ่งความอัตคัด ฝืดเคือง แห้งแล้ง ทุกข์ระทวย

ด้วยเหตุนี้ การทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ จึงเป็นความผิด

และการไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ จึงเป็นความพลาด

หากไม่อยากให้ชีวิตผิดพลาด ต้องกลั่นกรองความต้องการให้ดี จนเหลือแต่ความต้องการที่น้อย ๆ และแม่น ๆ หาไม่จะเป็นชีวิตดักแด้ เริ่มต้นใหม่ไม่รู้จบกับความต้องการที่ไม่รู้สิ้น

และอย่าเหวี่ยงจนตกขอบไปติดคุกตามความไม่ต้องการเพราะจะทำให้ชีวิตดักดาน ไม่พัฒนา เพราะเมื่อความไม่ต้องการครอบงำแล้ว อะไรที่ควรคิดก็จะไม่คิด อะไรที่ควรทำก็จะไม่ทำ อะไรที่ต้องการเพียรก็จะไม่เพียร ก็จะสูญพันธุ์ไปแบบไดโนเสาร์อย่างไร้ค่า

ภาวะที่ดีที่สุดคือปลดปล่อยจิตใจให้เป็นอิสระทั้งจากความต้องการและความไม่ต้องการก่อน เมื่อใจเป็นอิสระแล้ว ปัญญาจะกว้างใหญ่มาก แล้วใช้ปัญญาไร้ขอบเขตกอปรจิตใจอิสระนั้นวินิจฉัยโอกาสและข้อจำกัด รวมทั้งผลต่อเนื่องรอบด้านอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเห็นชัดแจ้งดีแล้ว จึงตัดสินใจอย่างแม่นยำ

จำไว้ว่า คนประสบความสำเร็จ ไม่ใช่คนทำมากหรือทำน้อย แต่คือคนที่ทำพอดี ๆ อย่างแม่นยำเท่านั้น
ความเป็นมาวันฮาโลวีน


วันฮาโลวีน เรามักจะคุ้นเคยเรียกกันเป็นภาษาปากว่า วันปล่อยผี ในวันดังกล่าวมักมีการจัดตกแต่งบ้านเรือน ร้านค้า โดยใช้ฟักทองที่คว้านเป็นรูปผี หรือใช้วัสดุอื่น ๆ ประดิษฐ์เป็นตัวผีหรือทำให้มีหน้าตาเป็นผีเพื่อสร้างบรรยากาศให้กลายเป็นงานรื่นเริง วันฮาโลวันมีที่มาอย่างไร และเหตุใดจึงเรียกเช่นนั้นในเรื่องนี้ คณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล แห่งราชบัณฑิตยสถาน ได้จัดทำคำอธิบายถึงประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจของ “ฮาโลวีน” ไว้ดังนี้




ในคริสต์ศาสนา นิกายคาทอลิก Halloween เป็นคำภาษาอังกฤษ เพี้ยนมาจากคำ All Hallows Evs ซึ่งแปลว่า วันก่อนวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย โดยวิธีตัดต่อ Hallow + Eve = Halloween คำ Hallow เป็นคำแองโกลแซกซัน แปลว่า ทำให้ศักดิ์สิทธิ์ ตรงกับภาษาเยอรมันว่า heiligen ในปัจจุบันนิยมใช้คำมาจากภาษาละตินว่า sanctify คำ Hallow ยังมีใช้ในบทสวดอธิษฐานเก่า ๆ เช่น Hallowed be thy Name (ขอพระนามจงเป็นที่สักการะ)



คำ Hallow ยังแปลว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้ศักดิ์สิทธิ์ นักบุญ คำ All Hallowmas จึงแปลว่า วันสมโภชนักบุญทั้งหลาย ในปัจจุบันใช้คำว่า All Saints Day คู่กับ Christmas ซึ่งแปลว่า วันสมโภชพระคริสต์หรือคริสต์มาสนั่นเอง วันก่อนวันสมโภชคริสต์มาสมี Chrismas Eve ที่นิยมเรียกว่า คืน (ก่อน) คริสต์มาส วันก่อนวันสมโภชนักบุญทั้งหลายก็มี All Hallowmas Eve ซึ่งต่อมาย่อเป็น Halloween โดยมีงานรื่นเริงและพิธีกรรมทางศาสนาเช่นเดียวกับคืนคริสต์มาส ชาวคาทอลิกพร้อมใจกันเลื่อนพิธีกรรมทางศาสนาไปหลังวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย และเรียกว่า วันวิญญาณในแดนชำระ (All Souls Day) เพื่อให้คู่กับวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย (All Saints Day)



การสมโภชนักบุญทั้งหลายเริ่มโดยสันตะปาปาโบนีเฟสที่ 4 (Boniface IV ครองอำนาจ ค.ศ. ๖๐๘–๖๑๕) โดยกำหนดวันที่ ๑๓ พฤษภาคมของทุกปี ตั้งแต่ ค.ศ. ๖๑๓ เป็นต้นมา สาเหตุเนื่องจากเป็นวันเปิดโบสถ์แพนทีอัน (Pantheon) อันเป็นโบสถ์สรรพเทพของชาวโรมันมาแต่เดิม และจักรพรรดิโฟกัส (Phocas) ยกให้เป็นของคริสต์ศาสนา ต่อมา สันตะปาปากรีโกรีที่ ๔ (Gregory IV ครองอำนาจ ค.ศ. ๘๒๗–๘๔๔) เปลี่ยนเป็นวันที่ ๑ พฤศจิกายน ตั้งแต่ ค.ศ. ๘๓๕ เป็นต้นมา



ชาวคาทอลิกขณะนั้นถือว่าวันฮาโลวีนมีความสำคัญคู่เคียงกันกับวันคริสต์มาสและวันอีสเตอร์จึงเริ่มงานตั้งแต่วันก่อนหรือวันสุกดิบ ขณะนั้นเกาะอังกฤษยังรับอำนาจของสันตะปาปาอยู่ ชาวอังกฤษจึงรับนโยบายของสันตะปาปาไปปฏิบัติตาม






ด้วยเหตุที่ชาวเผ่าเคลต์ของเกาะอังกฤษ (ไอร์แลนด์และสกอตแลนด์) ถือเอาวันที่ ๑ พฤศจิกายน เป็นวันต้นฤดูหนาวและเป็นวันขึ้นปีใหม่ (Samhoin) มาเป็นเวลานานแล้ว โดยจัดพิธีเป็น ๒ วัน คือวันสุกดิบ (๓๑ ตุลาคม) เป็นวันทำบุญเลี้ยงผี ซึ่งเชื่อกันว่าทั้งคืนจะมีผีออกเพ่นพ่านรับส่วนบุญ เมื่อจัดทำพิธียกอาหารทำบุญแล้วก็ปิดประตูหน้าต่างอยู่แต่ในบ้านอธิษฐานขอให้ผีไปที่ชอบ ๆ วันรุ่งขึ้น (๑ พฤศจิกายน) เป็นวันปีใหม่ ได้ทำพิธีบูชาเทพเจ้าตามด้วยการรื่นเริงตามประเพณี เมื่อชนพวกนี้ยอมรับนับถือศาสนาคริสต์แล้วก็ยังคงปฏิบัติประเพณีนี้ต่อมา ครั้นได้รับนโยบายจากสันตะปาปาแล้ว ผู้นำศาสนาก็หาวิธีแทรกพิธีกรรมของศาสนาคริสต์เข้ากับประเพณีเดิม วันสุกดิบจึงกลายเป็นวันทำบุญให้วิญญาณของผู้ล่วงลับที่อาจจะยังไม่ได้ขึ้นสวรรค์ คือวิญญาณที่ยังใช้โทษใช้บาปกรรมของตนยังไม่หมดสิ้น ยังอยู่ในแดนชำระ (purgatory) จึงทำพิธีสวดอ้อนวอนขอพระเป็นเจ้าเมตตาให้ได้ขึ้นสวรรค์เร็วขึ้น



วิญญาณเหล่านี้จึงไม่น่ากลัวเหมือนผีที่เร่ร่อนขอส่วนบุญ เมื่อชาวบ้านหันมานับถือศาสนาคริสต์แล้วก็ไม่เชื่อเรื่องผีมาขอส่วนบุญอีก แต่ก็ยังถ่ายทอดประเพณีนี้ต่อไป โดยปรับให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ คือคืนวันสุกดิบถือเป็นคืนเล่นผี มีผู้แต่งตัวสมมุติเป็นผีออกเพ่นพ่านขอส่วนบุญ ใครที่ไม่ชอบแต่งตัวเป็นผีก็ยินดีจัดเลี้ยงต้อนรับผีในครอบครัวของตน โดยคว้านฟักทองหรือใช้วัสดุอื่นทำให้มีหน้าตาเป็นผี สร้างบรรยากาศให้มีผีในบ้านต้อนรับผีนอกบ้าน กลายเป็นงานสนุกสนานรื่นเริงที่มีบรรยากาศแปลก วันรุ่งขึ้นจึงเป็นวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย และต่ออีกวันหนึ่งจึงเป็นวันทำบุญให้วิญญาณในแดนชำระ



เมื่อชาวไอริชและชาวสกอตอพยพไปตั้งหลักแหล่งในสหรัฐอเมริกาก็นำเอาประเพณีนี้ไปปฏิบัติ ปรากฏว่าถูกใจชาวอเมริกันทุกเชื้อชาติ จึงปฏิบัติตามกันอย่างจริงจังตลอดมา และตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมาก็กลายเป็นเทศกาลประจำชาติมาจนทุกวันนี้











การปฏิบัติในคืนวันฮาโลวีน





อังกฤษ



ที่ประเทศนี้ถือว่าวันฮาโลวีนนี้เป็นวันดี เหมาะสำหรับจัดงานแต่งงาน การทำนายโชคชะตา หรือแม้แต่เรื่องความตายยังถือว่า วันนี้เป็นเพียงวันเดียวที่ภูติผีวิญญาณจะช่วยดลบันดาลให้สิ่งที่คนเป็นต้องการสามารถเป็นไปตามใจปรารถนา ประมาณเที่ยงคืนของวันฮาโลวีนสาวอังกฤษจะออกมาหว่าน และไถกลบเมล็ดป่าน พร้อมตั้งจิตอธิษฐาน และท่องคาถาร้องขอให้มองเห็นภาพของว่าที่คู่ชีวิตของตนในอนาคต เมื่อสาวเจ้าเหลียวมองผ่านบ่าด้านซ้ายก้จะได้เห็นภาพนิมิตของผู้ที่จะมาเป็นสามีของตนในอนาคต



อีกประเพณีหนึ่งของชาวอังกฤษ คือ การหย่อนเหรียญ 6 เพนนีลงในอ่างน้ำ พร้อมแอปเปิ้ล ผู้ใดสามารถแยกแยะของสองสิ่งนี้ออกจากกันได้โดย ใช้ปากคาบเหรียญ และใช้ส้อมจิ้มแอปเปิ้ลให้ติดได้ในครั้งเดียว ผู้นั้นจะมีโชคดีตลอดปีใหม่ที่กำลังจะมาเยือน



อเมริกา



พวกเด็กๆ จะสนุกสนานมากในคืนวัน "ฮาโลวีน" เพราะพวกเขาจะได้แต่งตัวเลียนแบบคนตาย เช่น เป็นโจรสลัด, กัปตัน, โครงกระดูก, หญิงในสมัยโบราณ หรือสุดจะคิดค้นกันขึ้นมาอย่างในสมัยปัจจุบัน และก็เดินไปเคาะประตูตามบ้านต่างๆ เพื่อขอขนม, ลูกกวาด ฯลฯ โดยเฉพาะบ้านที่มีลูกฟักทองล้วงเนื้อออกเพื่อใส่เทียนเข้าวางไว้ และจะมีแสงสว่างออกมาจากรูจมูก, ลูกตาและปากที่เจาะไว้บนลูกฟักทอง ตั้งไว้หน้าบ้าน เด็กๆ จะเคาะประตูและเมื่อเจ้าของบ้านเปิดประตู พวกเขาก็จะร้องทักว่า "Trick or Treat" ซึ่งเด็กๆ ทั่วไปก็เป็นเพียงคำพูดไร้เดียงสา เพื่อพูดตามธรรมเนียมการขอขนม พวกเขาไม่เข้าใจความหมายแท้จริงของมัน เพราะว่าคำว่า "Trick or Treat" คำนี้ เป็นคำคล้ายคำพูดของพวกบูชาลัทธิปีศาจ ทำนองว่า ทำสนธิสัญญาตกลงกับมันหรือไม่ก็จะมีการล่อลวงเพราะพวกเด็กๆ จะแต่งตัว เป็นผู้ล่วงลับหรือผี ก็มาขู่เจ้าของบ้าน เด็กๆ ไม่เข้าใจความหมาย แท้จริง ก็เลยพูดกันมาตามธรรมเนียม และพวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกไม่ดีอะไร เพียงแต่สนุกสนานเท่านั้น






พวกเจ้าของบ้านเมื่อเอาขนม, ลูกกวาดออกมาให้แล้ว บางแห่งก็จะมีการร้องเพลงให้แก่บ้านนั้น ซึ่งบางแห่งดั้งเดิมก็จะสวดภาวนาให้แก่เจ้าของบ้าน หรืออุทิศแด่วิญญาณผู้ล่วงลับ เราไม่จำเป็นต้องทำให้เด็กเสียความรู้สึกกับคำว่า "Trick or Treat" แต่ควรสอนเด็กๆ ว่า ปีศาจซ่อนเร้นอยู่ในรูปภายนอกที่ดูสวยงามคอยหลอกลวงเรา คล้ายมันใส่หน้ากาก หลอกลวงผู้คนเพื่อปิดบังโฉมหน้าแท้จริงของมัน พระคัมภีร์กล่าวว่า "เราทั้งหลายรู้ว่า คนที่เกิดจากพระเจ้าไม่ทำบาป แต่พระบุตรของพระเจ้าได้ทรงคุ้มครองรักษาเขา และมารร้ายไม่แตะต้องเขา เราทั้งหลาย รู้ว่าเราเกิดจากพระเจ้า และโลกทั้งสิ้นอยู่ใต้อานุภาพของมารร้าย" (1ยน. 5:18-19)



ธรรมเนียมการขอขนมก็มาจากประเทศอังกฤษอีกธรรมเนียมหนึ่ง คือ ธรรมเนียมวัน "กี ฟอว์เก" อันเป็นวันฉลองต่อต้านพวกคาทอลิกในประเทศอังกฤษ "กี ฟอว์เก" เป็นคนไม่รอบคอบแต่มีหน้าที่ดูแลคลังดินปืน ที่วางแผนจะระเบิดรัฐสภาของอังกฤษ และกษัตริย์เจมส์ ที่ 1 ทรงรู้เข้าเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 1605, นาย "กี ฟอว์เก" ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ ช่วงนี้เองที่บรรดาพวกนึกสนุกก็จะสวมหน้ากากและไปเยี่ยมเยียน บ้านชาวคาทอลิกที่กำลังถูกเบียดเบียนตอนกลางคืนและขอขนมเค้กและเบียร์มาทานกัน วัน "กี ฟอว์เก" มาถึงประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมกับการตั้งนิคมใหม่ของชาวอังกฤษพวกแรกบนทวีปอเมริกา กษัตริย์เจมส์ก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากวิถีชีวิต แต่ธรรมเนียม ปฏิบัติยังคงสนุกสนานเกินกว่าจะลืมเลือนได้ ที่สุดเพราะวัน "กี ฟอว์เก" ซึ่งตรงกับวันที่ 5 พฤศจิกายน ใกล้กับวันฉลองนักบุญทั้งหลาย ก็เลื่อนเอาธรรมเนียมขอขนมตามบ้านตอนกลางคืนมาไว้กับวัน "ฮาโลวีน" พร้อมกับการแต่งตัวแปลกๆ ด้วยเลย



แม้ว่า การจัดงาน วัน "ฮาโลวีน" ในปัจจุบันจะไม่บ่งถึงต้นตอของที่มาทางความคิด เรื่อง "นักบุญ", และ "ผู้ล่วงลับ" อีกทั้งกลายเป็นงาน "ปาร์ตี้" ทางโลกเต็มตัวไปแล้ว แต่ผมเชื่อว่าหากความสนุกสนานจะมีควบคู่ไปกับชีวิตเราแล้วล่ะก้อ, วัน "ฮาโลวีน" ในฐานะเป็นงานสังสรรค์และเพิ่มสีสันให้กับชีวิตก็ไม่น่ารังเกียจอะไร โดยยังมีความหมายว่า "นรก" มีจริง และ "เราควรจะหลีกเลี่ยงให้ได้", วัน "ฮาโลวีน" น่าจะเตรียมเราให้ระลึกถึงผู้ที่จากเราไปก่อนล่วงหน้าในความเชื่อ, พวกเขาได้อยู่บนสวรรค์ และพวกที่ยังต้องชดใช้โทษบาปในไฟชำระ หากใครบางคนหลีกเลี่ยงงาน "ฮาโลวีน" ไม่ได้จริงๆ หรือมีคนมาทักว่างานนี้จะทำให้เด็กๆ กลับไปบูชาปีศาจ ผมก็แนะนำให้บอกต้นตอการเกิดวัน "ฮาโลวีน" ที่แท้จริงแก่พวกเขา และให้พวกเขาได้รู้จัก รากความเชื่อแท้จริงของคาทอลิกอันเกี่ยวกับความตาย, นักบุญผู้ศักดิ์สิทธิ์ และวิญญาณในไฟชำระอันเป็นความเชื่อสำคัญอันหนึ่งของเรา






หากเราคริสตังจะจัดงานวันฮาโลวีนการรับวัฒนธรรมจากประเทศทางตะวันตก โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะแผ่มาทางภาพยนตร์, ข่าวสารทางอินเตอร์เน็ต หนังสือและบทเพลง จนกระทั่งลูกหลานรับกระแสงานวัน "ฮาโลวีน" เราผู้เป็นคริสตังและผู้ใหญ่อาจจะถือว่าเป็นการสนุกรื่นเริงในบ้าน, เพื่อนบ้าน, เพื่อนๆ ของลูกๆ ใกล้หูใกล้ตาเราภายในครอบครัว ก็อาจทำได้ ซึ่งไม่ควรปล่อยลูกหลานไปจัดกันเอง หรือไปจัดกันตามสถานที่ต่างๆ เพราะเป็น เวลากลางคืนอีกทั้งเราควบคุมความปลอดภัยไม่ได้ ส่วนครอบครัวใดที่ไม่มีกระแสตะวันตก ในบ้านก็ไม่ต้องกังวลอะไรกับการจัดงานนี้อย่าลืมว่า ชาวต่างชาติที่เป็นคาทอลิก เมื่อเขาจัดงานวัน "ฮาโลวีน" (31 ตุลาคม) อันเป็นวันสุกดิบก่อนฉลองนักบุญทั้งหลายนั้น เป็นงานรื่นเริงทางสังคม มิใช่พิธีกรรมคาทอลิก แต่ควรแฝงความคิดเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายอันเป็นความเชื่อแบบคริสตังเข้าไว้ด้วย และไม่จำเป็นที่เด็กๆ จะต้องแต่งตัวเป็นนักบุญเพียงอย่างเดียว, การแต่งตัวเป็นวิญญาณต่างๆ และตัวละครที่เกี่ยวข้องกับนรก ก็สื่อความหมายดั้งเดิม การระลึกถึงวิญญาณทุกดวงของคริสตังโบราณว่าเราไม่ลืมเขา












ตำนานตะเกียงฟักทอง





ตำนานตะเกียงฟักทองหรือ ประเพณีแจ็ค โอ แลนเทริน (Jack-O-Lanterns) ตำนานพื้นบ้านของชาวไอริช ได้เล่าไว้ว่า มีผู้ชายชื่อว่า แจ็ค โอ แลนเทิร์น ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องดื่มเหล้าเมายาและมีกลลวงมากมาย เคยหลอกให้ซาตานปีนขึ้นไปบนต้นไม้ หลังจากนั้นแจ็คก็จะจัดการแกะสลักรูปไม้กางเขนลงไปบนลำต้นของต้นไม้นั้น ซึ่งทำให้ซาตานลงจากต้นไม้ไม่ได้ แล้วแจ็คก็ได้ทำการต่อรองกับซาตานว่าถ้าซาตานจะไม่จับตัวเขาไปเขาสัญญาว่าจะปล่อยซาตานลงจากต้นไม้นั้น



หลังจากแจ็ค โอ แลนเทริน ได้ตายไปแล้ว เขาปฏิเสธที่จะขึ้นไปอยู่บนสวรรค์เพราะเขามีความคิดไปในทางของความชั่วร้าย แต่เขาก็ยังปฏิเสธที่จะไปอยู่ที่นรกเพราะเขาได้ทำข้อตกลงกับซาตานไว้ดั้งนั้นซาตานได้ให้ถ่านไฟแก่เขาหนึ่งก้อนแทน เพื่อที่จะให้เขาใช้นำทางไปในทางที่มืดและหนาวเย็น ถ่านไฟก้อนนั้นได้ถูกใส่ไว้ข้างในของผักกาดที่กลวงแล้วเพื่อที่จะให้มันจุดอยู่ได้นาน



คนอังกฤษใช้ผักกาดกลวงนี้ตามแบบอย่างดั้งเดิมของ แจ็ค โอ แลนเทรินแต่เมื่อมีการโยกย้ายไปสู่อเมริกาพวกเขาพบว่าฟักทองนั้นสามารถหาได้ง่ายกว่าผักกาด ดังนั้นรูปแบบแจ็ค โอ แลนเทรินในอเมริกาจะอยู่ในรูปของฟักทองกลวงและใส่ถ่านไฟไว้ข้างใน



ในทุกๆวันนี้มีโบสถ์เป็นจำนวนมากที่ได้มีการจัดงานปาร์ตี้วันฮาโลวีน รวมถึงสถานบันเทิงต่างๆ อีกหลายแห่งยังไงก็อย่าลืม “เมาไม่ขับ” นะคะจะได้ฉลองปาร์ตี้ฮาโลวีนกันได้สนุกแถมยังไม่สร้างปัญหาให้สังคมด้วย



ขอบคุณข้อมูลจาก
คุณกนกวรรณ ทองตะโก นักวรรณศิลป์ ๕ กองธรรมศาสตร์และการเมือง
www.royin.go.th
www.mthai.com
http://campus.sanook.com
วันฮาโลวีน เป็นงานฉลองในคืนวันที่ 1 พฤศจิกายน คนทั่วไปเข้าใจผิดกันว่าเป็นคืนวันที่ 31 ตุลาคม

ประเทศทางตะวันตก เด็ก ๆ จะแต่งกายเป็นภูตผีปีศาจ พากันชักชวนเพื่อนฝูงออกไปงานฉลอง มีการประดับประดาแสงไฟ และที่สำคัญคือแกะสลักฟักทองเป็นโคมไฟ เรียกว่า แจ๊ก-โอ'-แลนเทิร์น (jack-o'-lantern)









ประวัติ

วันที่ 31 ต.ค. เป็นวันที่ชาวเคลต์ (Celt) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในไอร์แลนด์ ถือกันว่า เป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อน และวันต่อมา คือ วันที่ 1 พ.ย. เป็นวันขึ้นปีใหม่

ซึ่งในวันที่ 31 ต.ค. นี่เองที่ชาวเคลต์เชื่อว่า เป็นวันที่มิติคนตาย และคนเป็นจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในปีที่ผ่านมา จะเที่ยวหาร่างของคนเป็นเพื่อสิงสู่ เพื่อที่จะได้มีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

เดือดร้อนถึงคนเป็น ต้องหาทุกวิถีทางที่จะไม่ให้วิญญาณมาสิงสู่ร่างตน ชาวเคลต์จึงปิดไฟทุกดวงในบ้าน ให้อากาศหนาวเย็น และไม่เป็นที่พึงปรารถนาของบรรดาผีร้าย นอกจากนี้ยังพยายามแต่งกายให้แปลกประหลาด ปลอมตัวเป็นผีร้าย และส่งเสียงดังอึกทึก เพื่อให้ผีตัวจริงตกใจหนีหายสาบสูญไป

โคมรูปฟักทอง แจ๊ก-โอ'-แลนเทิร์นบางตำนานยังเล่าถึงขนาดว่า มีการเผา "คนที่คิดว่าถูกผีร้ายสิง" เป็นการเชือดไก่ให้ผีกลัวอีกต่างหาก

แต่นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนคริสตกาล ที่ความคิดเรื่องผีสางยังฝังรากลึกในจิตใจมนุษย์ ต่อมาในศตวรรษแรกแห่งคริสตกาล ชาวโรมันรับประเพณีฮาโลวีนมาจากชาวเคลต์แต่ได้ตัดการ เผาร่างคนที่ถูกผีสิงออก เปลี่ยนเป็นการเผาหุ่นแทน

กาลเวลาผ่านไป ความเชื่อเรื่องผีจะสิงสู่ร่างมนุษย์ เสื่อมถอยลงตามลำดับ ฮาโลวีนกลายเป็นเพียงพิธีการ การแต่งตัวเป็นผี แม่มด สัตว์ประหลาดตามแต่จะสร้างสรรค์กันไป

ประเพณีฮาโลวีนเดินทางมาถึง อเมริกาในทศวรรษที่ 1840 โดยชาวไอริชที่อพยพมายังอเมริกา สำหรับประเพณี ทริกออร์ทรีต (Trick or Treat แปลว่า หลอกหรือเลี้ยง) นั้น เริ่มขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยชาวยุโรป ซึ่งถือว่า วันที่ 2 พ.ย. เป็นวัน 'All Souls' พวกเขาจะเดินร้องขอ 'ขนมสำหรับวิญญาณ' (soul cake) จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง โดยเชื่อว่า ยิ่งให้ขนมเค้กมากเท่าไร วิญญาณของญาติผู้บริจาคก็ได้รับผลบุญ ทำให้มีโอกาสขึ้นสวรรค์ได้มากเท่านั้น





การเล่น trick or treat ตามบ้านคนส่วนตำนานที่เกี่ยวกับฟักทองนั้น เป็นตำนานพื้นบ้านของชาวไอริช ที่กล่าวถึง แจ๊คจอมตืด ซึ่งเป็นนักเล่นกลจอมขี้เมา

วันหนึ่งเขาหลอกล่อปีศาจขึ้นไปบนต้นไม้ และเขียนกากบาทไว้ที่โคนต้นไม้ ทำให้ปีศาจลงมาไม่ได้ จากนั้นเขาได้ทำข้อตกลงกับปีศาจ 'ห้ามนำสิ่งไม่ดีมาหลอกล่อเขาอีก' แล้วเขาจะปล่อยปีศาจลงจากต้นไม้

เมื่อแจ็คตายลง เขาปฏิเสธที่จะขึ้นสวรรค์ ขณะเดียวกันปฏิเสธที่จะลงนรก ปีศาจจึงให้ถ่านที่กำลังคุแก่เขา เพื่อเอาไว้ปัดเป่าความหนาวเย็นท่ามกลางความมืดมิด และแจ็คได้นำถ่านนี้ใส่ไว้ในหัวผักกาดเทอนิพที่ถูกเจ าะให้กลวง เพื่อให้ไฟลุกโชติช่วงได้นานขึ้น

ชาวไอริชจึงแกะสลักหัวผักกาดเทอนิพ และใส่ไฟในด้านใน อันเป็นอีกสัญลักษณ์ของวันฮาโลวีน เพื่อระลึกถึง 'การหยุดยั้งความชั่ว' Trick or Treat เพื่อส่งผลบุญให้กับญาติผู้ล่วงลับ และพิธีทางศาสนาเพื่อทำบุญวันปีใหม่ แต่เมื่อมีการฉลองฮาโลวีนในสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกาพบว่า ฟักทองหาง่ายกว่าหัวผักกาดมาก จึงเปลี่ยนมาใช้ฟักทองแทน หัวผักกาดจึงกลายเป็นฟักทองด้วยเหตุผลฉะนี้

ประเพณีทริกออร์ทรีต ในสหรัฐอเมริกาคือการละเล่นอย่างหนึ่งที่เด็ก ๆ เฝ้ารอคอย ในวันฮาโลวีนตามบ้านเรือนจะตกแต่งด้วย โคมไฟฟักทองและตุ๊กตาหุ่นฟางที่เป็นส่วนหนึ่ง ของเทศกาลประเพณีเก็บเกี่ยว (Harvest)

ในช่วงเดียวกันนั้น แต่ละบ้านจะเตรียมขนมหวานที่ทำเป็นรูปเม็ดข้าวโพดสีข าวเหลืองส้มในเม็ดเดียวกัน เรียกว่า Corn Candy และขนมอื่น ๆ ไว้เตรียมคอยท่า ส่วนเด็ก ๆ ในละแวกบ้านก็จะแต่งตัวแฟนซี เป็นภูตผีมาเคาะตามประตูบ้าน โดยเน้นบ้านที่มีโคมไฟฟักทองประดับ (เพราะมีความหมายโดยนัยว่าต้อนรับพวกเขา) พร้อมกับถามว่า "Trick or treat?"

เจ้าของบ้านมีสิทธิที่จะตอบ treat ด้วยการยอมแพ้ มอบขนมหวานให้ภูตผี (เด็ก) เหล่านั้น ราวกับว่าช่างน่ากลัวเหลือเกิน หรือเลือกตอบ trick เพื่อท้าทายให้ภูตผีเหล่านั้นอาละวาด ซึ่งก็อาจเป็นอะไรได้ ตั้งแต่แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกหลอน ไปจนถึงขั้นทำลายข้าวของเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วอาจจบลงด้วยการ treat เด็ก ๆ ด้วยขนมในที่สุด

ที่มา : wikipedia

รวมสาวสวยมากมาย

ข้อมูลนก

ปลาสวยงาม-ตู้ปลาสวยงาม-ข้อมูลปลาทะเล

อาหารสมอง-วาไรตี้

เรื่องขำขัน

สูตรอาหาร-อาหารน่ากิน-ขนมหวานน่าอร่อย

ภาพปริศนา