google search

Google

สามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่เลย

clock

ปฏิทิน

เทคโนโลยีทันสมัย

ภาพถ่ายนักเรียนน่ารักๆ-วัยรุ่น-นักศึกษา-นางแบบ-ดารา

สาวสวยเซ็กซี่-สาวน่ารัก

วิทยาศาสตร์

รูปแปลก-ภาพแปลก-ภาพขำขำ

เรื่องน่ารู้ทั่วไป

สัตว์บก-สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ -สัตว์น้ำ -สัตว์ปีก -สัตว์เลื้อยคลาน -สัตว์ในวรรณคดี

BlogRoll

7 สิ่งมหัศจรรย์ยุคกลาง

7 สิ่งมหัศจรรย์ยุคปัจจุบัน

จระเข้ประหลาดในยุคครีเตรเซียส

Miami : สวรรค์...หรือดินแดนอาชญากรรม

ไขปริศนาปลาพญานาค

7 สิ่งมหัศจรรย์ยุคโบราณ

การกลับมาของ "อเล็กเซย์" เมื่อราชวงศ์โรมานอฟได้คืนชีพ ?!

ปลาหมึกยักษ์ อสูรร้ายใต้สมุทร

แกะปมปริศนาลำแสงมรณะของอาร์คิมิดีส

ความเชื่อในสิ่งลึกลับ : หมอผีวูดู

นอสตราดามุส ผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน

The Witch Hunts : การล่าแม่มด

ตำนานแม่มดแห่งเมือง Blair

flag

free counters

เรียวมะ ซาคาโมโต : บุรุษทรนง

ยอดชู้รักแห่งประวัติศาสตร์

ตำนานมนุษย์หมาป่า

สยามประเทศ ก่อนปรากฏบนแผนที่โลก

การกลับมาของโรคระบาด

ตามหา"ไอ้ตีนโต" มนุษย์วานรดึกดำบรรพ์

มหันตภัยธรรมชาติในอนาคต

มังกรมีจริงหรือเพียงแค่ตำนาน ?

สูตรลึกลับของเครื่องดื่ม โคคา-โคล่า

ปริศนารูปถ่ายของยูนิคอร์น

ภาพถ่ายวิญญาณจากต่างแดน

ภาพถ่ายวิญญาณ (ภาค2)

ภาพถ่ายศพนางเงือก

ปริศนาสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า

ภาพถ่ายวิญญาณ

เรื่องสยองที่ abac

ภาพถ่ายวิญญาณของไทย

ผีในการท่องเที่ยว

ซุปเด็กสุดสยอง

สิ่งก่อสร้างที่น่ามหัศจรรย์ของโลก

ตัวอะไรเนี่ย

photo หน้า...น่าเกลียด

15 โรงแรมแปลก แหวกแนวสุดยอด

''โคลอสเซียม'' : สังเวียนแห่งความตาย

1 วัน ไม่ได้มี 24 ชั่วโมง ( A day is 23 hours 56 minutes 4 seconds )

"นาซ่า"มั่นใจดาวอังคาร เคยมีน้ำ-เดินหน้าหาสิ่งมีชีวิต

ว่าด้วยเรื่องแปลกๆ ของไก่

เปิดตำนานกรุสมบัติวัดราชบูรณะ

อาถรรพณ์ปูโสม : วิญญาณเฝ้าทรัพย์

นักเล่านิทานบันลือโลก

มัมมี่แห่งศตวรรษที่ 21

ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เพราะเหตุใด ?

ผู้ติดตาม

friend

วันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2553

ด้านล่างนี้เป็นภาพของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กับใครกัน ????





วิธีการดู
1.ถอยออกไปจากจอคอมพิวเตอร์
2. บันทึกภาพลงเครื่อง แล้วใช้โปรแกรมดูภาพเช่น ACDSee ย่อภาพ

สองภาพนี้มีจุดแตกต่าง 15 จุด ลองหาดู

เรื่องนี้เกิดขึ้นในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ลูกค้าชายร่างล่ำบึ้กที่พูดติดอ่างอย่างรุนแรงคนหนึ่ง ได้เดินไปที่เคาน์เตอร์ แล้วถามว่า : "ผะๆ- แหนกๆ-สิน-ค้าๆผู้ๆชายอยู่-ด้านๆไหนครับ?"



พนักงานที่เคาน์เตอร์จ้องมองเขาแล้วก็ไม่ได้ตอบอะไร



ลูกค้าคนนั้น ก็ถามซ้ำอีกหลายครั้งว่า : "ผะๆ- แหนกๆ-สิน-ค้าๆผู้ๆชายอยู่-ด้านๆไหนครับ?"



พนักงานคนนั้นก็ไม่ยอมตอบ จนท้ายที่สุด ลูกค้าคนนั้นก็โมโหเดือดปุดๆ และปึงปังเดินออกจากห้างไป



ลูกค้าที่ยืนเข้าคิวต่อจากชายคนนั้น ก็เอ่ยถามพนักงาน : "ทำไมถึงไม่ยอมตอบที่เขาถามล่ะ?"



พนักงาน : "คุๆๆ-คุณ-คิๆๆ-คิด-ว่า-ผะๆๆ-ผม-อยาก-จะ-หะ-หาเรื่อง-โดๆๆ-โดน-ชก-รึๆ-ไง?"

บุญทิพย์เป็นนักธุรกิจหนุ่มรูปหล่อที่มีความสามารถสูง แม้เขาจะแต่งงานแล้วกับภรรยาสาวขี้หึงคนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ลักษณะงานทำให้เขาต้องเดินทางไปต่างจังหวัดอยู่เป็นประจำทุกสัปดาห์ซึ่งเขาเองก็ชอบ

เย็นวันหนึ่ง หลังเลิกงานกลับถึงบ้านเขาบอกกับภรรยาถึงเรื่องการเดินทางเหมือ นเช่นเคย



บุญทิพย์ : ที่รัก พรุ่งนี้ผมต้องไปต่างจังหวัดสองสามวัน ช่วยจัดกระเป๋าให้ผมหน่อย


ภรรยา : คุณจะไปค้างกี่คืนคะ ?

บุญทิพย์ : คงจะสามคืนกระมัง

ภรรยา : เรื่องนี้ไม่ยากค่ะ ฉันจัดประเดี๋ยวเดียวก็เสร็จเพราะจัดอยู่บ่อยๆ

บุญทิพย์ : ผมเชื่อ เพราะมันก็เรียบร้อยครบถ้วนดีเสมอ แต่ว่า......ผมสงสัยอยู่นิดเดียวตรงที่คุณชอบใส่ถุงยางอนามัยไว้ในกระเป๋าเดินทางของผมทุกครั้ง คุณก็รู้ดีนี่นา ว่าผมน่ะรักคุณแบบรักเดียวใจเดียวไม่เคยคิดยุ่งเกี่ยวกับหญิงอื่นเลยแม้แต่นิดเดียว

ภรรยา : เรื่องนั้นฉันรู้ดี แต่เพื่อความไม่ประมาท บางทีหากคุณเผลอไป ก็จะได้ป้องกันไว้ก่อนดีกว่า คุณก็รู้ไม่ใช่หรือว่า ทุกวันนี้โรคติดต่อมันร้ายแรงมาก พลาดพลั้งไปก็อาจถึงชีวิตได้

บุญทิพย์ : ขอบคุณที่เป็นห่วง ถ้าอย่างนั้นทำไมคุณจึงไม่ใส่ถุงยางอนามัยไว้หลายๆอันหน่อย แต่นี่คุณใส่แค่อันเดียวทุกครั้งเลย

ภรรยา : อ๋อ ใส่อันเดียวมันจำง่ายดีค่ะ ถ้ามันถูกใช้

มีอยู่วันหหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังนอน

ในวันนั้นอากาศร้อนผิดปกติ

ฉันนอนอยู่ในห้องนอนเพียงคนเดียว

แล้วฉันก็หลับไป เป็นเวลานานพอสมควร

ที่ฉันได้ตื่นขึ้นมา ฉันค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

และสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ขณะที่ฉันลืมตาขึ้นนั้น

ฉันก็เห็นเหงาเป็นรูปคนอยู่ที่ปลายเตียง

ฉันตกใจมากฉันตั้งสติและก็กลั้นใจจ้องมองให้แน้ชัด

และฉันก็ถามท่านไปว่าท่านมาจากที่ใดต้องการสิ่งใด

ท่านไม่ยอมตอบ มีแต่เสียงตะกุกตะกักแล้วท่านก็ส่ายหน้า

ฉันก็เลยถามไปอีกว่าจะให้ฉันทำบุญไปให้รึเปล่า

ท่านก็ส่ายหน้าไปมาอีก

เสียงของท่านก็ดังขึ้นเรือยๆ ฉันตกใจมาก

จึงใช้เท้าถีบไปยังใบหน้าของท่าน เสียงดังโครมๆ

แม่เปิดประตูเข้ามาตบหัวฉันแล้วบอกว่า

จะไปถีบมันทำไมพัดลมมันก็ตั้งของมันอยู่ดีดี

บุญสนิทเป็นโฟร์แมนบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง เขาแต่งงานกับสายขจรเสมียนสาวในบริษัทเดียวกัน แต่เนื่องจากรายได้ของทั้งคู่ไม่ค่อยสูงมากนักประกอบกับบุญสนิทเป็นคนชอบ กินเหล้าและเที่ยวเตร่ เงินทองจึงไม่มีพอที่จะหาซื้อบ้านอยู่อาศัยได้ อีกประการหนึ่งเนื่องจากไซต์งานก่อสร้างไม่ค่อยเป็นหลักแหล่งด้ วย พวกเขาทั้งสองจึงได้เลือกเช่าอพาร์ทเมนท์ที่ใกล้ไซต์งานเพื่ออยู่อาศัยคืนวันหนึ่ง บุญสนิทเดินโซซัดโซเซขึ้นมาบนห้อง สายขจรสังเกตเห็นหน้าตาเขามีรอยฟกช้ำดำเขียว



สายขจร : ไปทำอะไรมาถึงหน้าตาบอบช้ำอย่างนี้ ?

บุญสนิท : ชกกับผู้จัดการอพาร์ทเมนท์นะซี

สายขจร : อ้าว แล้วไปชกกับเขาทำไม ?

บุญสนิท : ก็มันขี้คุย

สายขจร : เขาคุยว่าอะไร ?

บุญสนิท : ก็มันคุยว่ามันมีเซ็กส์กับผู้หญิงทุกคนในอพาร์ทเมนท์นี้ ยกเว้นคนเดียว ผมถามมันว่าผู้หญิงคนเดียวที่ว่านั้นเป็นใคร ถามอย่างไรมันก็ไม่ยอมบอกแล้วมันยังทำท่าทีกวนโอ๊ยเสียด้วย ผมทนไม่ได้ก็เลยชกมันเข้าให้ มันชกผมคืนบ้างก็พอดีมีคนมาห้าม

สายขจร : โธ่เอ๊ย... เรื่องแค่นี้เองหรอกหรือ ? ไม่น่าต้องชกกันเลย ใครๆเขาก็รู้กันทั้งตึกแหละว่าผู้หญิงคนนั้นต้องเป็นยายสมศรีปากจัดที่อยู่ชั้นสามแน่เลย

ณ.งานเลี้ยงแห่งหนึ่ง สุภาพสตรีสูงอายุคนหนึ่ง ได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมของเด็กวัยรู่นในยุคนี้ว่า

สุภาพสตรี : "ดูแม่สาวน้อยคนนั้นสิ ไม่รู้ว่าเด็กผู้หญิงสมัยนี้เค้าเป็นอะไรกันนะ ดูสิ..เธอใส่กางเกงยีนส์ของเด็กผู้ชาย, เสื้อเชิ้ทก็ของเด็กผู้ชาย แล้วตัดผมตัดเผ้าก็หยั่งกะเด็กผู้ชายเด๊ะ-ถ้าไม่บอก คุณก็ไม่มีทางรู้ได้เลย ว่านั่นน่ะ เป็นเด็กผู้หญิง..คุณว่ามั้ย?"

คู่สนทนา : "อืม..ฉันว่าฉันรู้นะ เพราะนั่นน่ะ คือลูกสาวของฉันเอง"

สุภาพสตรี : "อ้าว..เหรอ..ขอโทษนะคะ..ฉันไม่รู้ว่าคุณน่ะเป็นพ่อ"

คู่สนทนา : "ฉันไม่ใช่พ่อ..ฉันเป็นแม่ย่ะ "

บุญดอนเป็นวิศวกรหนุ่มรูปหล่อทำงานมาแล้วหลายปี ถึงแม้จะมีตำแหน่งงานดีเงินเดือนดีแต่เขาก็ยังหาแฟนไม่ได้สักที วันหนึ่ง เขาไปส่งจดหมายที่ไปรษณีย์ เขาเห็นชายสูงอายุหัวล้านพุงพลุ้ยอยู่คนหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับจดหมายกองโต เมื่อเขาเดินเข้าไปชะโงกดูเห็นชายสูงอายุคนนี้กำลังเอาแปรงเล็ก ๆขนาดแปรงยาทาทาเล็บป้ายน้ำหอมใส่โปสการ์ดแล้วใส่เข้าไปในซองสีชมพูซองแล้วซองเล่า

บุญดอน : จดหมายรักหรือครับ ?

ชายสูงอายุ : ครับ จดหมายรักทั้งหมดเลย

บุญดอน : โห ขอดูหน่อยได้ไหม ?

เมื่อชายสูงอายุยื่นซองจดหมายมาให้บุญดอน เขาเห็นชื่อผู้รับบนหน้าซองเป็นชื่อผู้หญิงเมื่อเปิดซองดู กลิ่นหอมของน้ำหอมโชยมาเตะจมูกมีข้อความบนโปสการ์ดที่เป็นรูปหัวใจสี ชมพูเขียนด้วยลายมือสวยงามอ่านว่า " ที่รัก คิดว่าคุณคงประทับใจนะครับ ผมหวังว่าจะได้เจอกับคุณอีก จากผม............."

บุญดอนรู้สึกทึ่งมาก
ที่ชายสูงอายุหัวล้านพุงพลุ้ยคนนี้จะมีทีเด็ดถึงกับมีแฟนได้มาก ขนาดนี้ ในขณะที่หนุ่มรูปหล่ออย่างเขายังหาแฟนไม่ได้แม้แต่คนเดียว เขายื่นซองจดหมายคืนด้วยความอิจฉา

บุญดอน : คุณทำอย่างไรจึงได้มีแฟนมากขนาดนี้ ? ช่วยบอกหน่อย

ชายสูงอายุ : พวกเธอเหล่านี้ไม่ใช่แฟนผมหรอก พวกเธอแต่งงานหมดแล้ว

บุญดอน : อ้าว แล้วคุณส่งจดหมายรักเหล่านี้ไปถึงพวกเธอทำไม ? เดี๋ยวสามีเขาก็เข้าใจผิดหรอก

ชายสูงอายุ : ก็ผมเป็นทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีหย่าร้างไงครับ

ดูภาพดอกไม้ด้านล่างนี้สิ คุณเห็นใบหน้า คนหรือไม่ ตรงไหนบ้าง

นายแพทย์กาเบ่รียล ฟอโลปิอุส ผู้เชี่ยวชาญด้านกายวิภาคชาวอิตาเลียน คือผู้ที่
ได้รับการยกย่องวาเป็น “บิดาแห่งถุงยางอนามัย” ฉายานี้ออกจะผิดยุคสมัยไปบ้าง
เนื่องจากคำว่า “ถุงยางอนามัย” หรือ “condom” นั้นยังไม่เกิดขึ้นเลยในช่วงชีวิตของ
ฟอโลปิอุส

ศาสตราจารย์แห่งภาควิชากายวิภาคมหาวิทยาลัยปาดัวผู้นี้เป็นบุคคลแรกที่ได้
บรรยายถึงลักษณะและการทำงานของท่อเรียวยาว ๒ ท่อในช่องท้องของสตรี ว่ามีหน้าที่
ลำเลียงไข่จากรังไข่ไปยังมดลูก ในปี ค.ศ. ๑๕๕๑ ฟอโลปิอุสได้ออกแบบปลอกสวม
องคชาต ทำจากผ้าลินิน ต่อมาไม่นานนัก ปลอกผ้านี้ได้รับการประดิษฐ์ขึ้นสำหรับบุรุษที่
ขริบปลายอวัยวะเพศ ความยาวมาตรฐานของปลอกผ้าคือ ๘ นิ้ว เวลาสวมต้องผูกเข้ากับโค
นองคชาตด้วยโบสีชมพู สันนิษฐานว่าเพื่อให้ยวนใจสตรีเพศ

นายแพทย์ฟอโลปิอุสทดสอบสิ่งประดิษฐ์ของเขากับผู้ชาย ๑,๐๐๐ คน ตามรายงาน
ของคุณหมอเองปรากฏว่า การทดสอบประสบผลสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ ปลอกสวม
องคชาตนี้ไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ แต่นิยมเรียกกันอย่างสุภาพว่า “เสื้อ
คลุม” (overcoat)

แรกเริ่มเดิมทีที่ฟอโลปิอุสคิดประดิษฐ์เสื้อคลุมขึ้น มิได้มีจุดประสงค์เพื่อเป็น
เครื่องมือคุมกำเนิด แต่ตั้งใจจะให้เป็นเครื่องป้องกันการติดเชื้อกามโรค ซึ่งกำลัง
แพร่กระจายอยู่ทั่วไปในเวลานั้น จากการระบาดของกามโรคในทวีปยุโรปในช่วงศตวรรษที่
๑๖ นี้เอง ทำให้นักประวัติศาสตร์เชื่อกันว่า พวกกะลาสีเรือซึ่งเดินทางรอนแรมไปจนถึงโลก
ใหม่ คือผู้นำเชื้อแบคทีเรียของโรคซิฟิลิสไปแพร่แก่ชาวอินเดียนแดง ซึ่งเป็นชนพื้นเมือง
ของทวีปอเมริกา

นอกเหนือจากผ้าลินินแล้ว ปลอกอนามัยของศตวรรษที่ ๑๖ ยังทำขึ้นจากลำไส้
ของสัตว์ และเยื่อพังผืดของปลา เนื่องจากความหนาของปลอกอนามัยลดทอนความพึง
พอใจจากการมีเพศสัมพันธ์ ประกอบกับไม่ช่วยป้องกันการติดโรคได้เสมอไปนัก เพราะใช้

ไม่ถูกวิธี หรือใช้ซ้ำโดยไม่ล้างทำความสะอาดก่อน ปลอกอนามัยของฟอโลปิอุสจึงไม่ได้รับ
ความนิยมในหมู่บุรุษเพศเลย ทั้งยังถูกมองอย่างเยาะหยันเสียด้วยซ้ำ

“เสื้อคลุม” ของฟอโลปิอุส ได้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ถุงยางอนามัย” ได้อย่างไร
ตำนานเล่าว่า คำว่า “คอนดอม"หรือถุงยางอนามัย มาจากชื่อของท่านเอิร์ลแห่งคอนดอม
แพทย์ประจำพระองค์ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๒ ความเป็นนักเลงเจ้าชู้ของกษัตริย์องค์นี้เป็นที่
ลือเลื่องในยุคนั้น พระองค์ทรงมีสนมมากมายนับไม่ถ้วน ถึงแม้ไม่ทรงมีรัชทายาทถูกต้อง
ตามกฎหมายแม้แต่พระองค์เดียว แต่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๒ ก็ทรงมีโอรสธิดานอกกฎหมายอยู่
ทั่วราชอาณาจักร

ดอกเตอร์คอนดอมได้รับการขอร้องให้ช่วยหาหนทางป้องกันพระมหากษัตริย์นักรัก
จากโรคซิฟิลิส วิธีป้องกันของคอนดอม คือ ปลอกอนามัยจากลำไส้แกะที่ยืดเหยียดออก
และชโลมน้ำมัน (ไม่มีการบ่งชี้ว่าคอนดอมทราบถึงสิ่งประดิษฐ์ของฟอโลปิอุส เมื่อร้อยปี
ก่อนหรือไม่ เล่ากันว่าตลอดช่วงชีวิตของแพทย์ประจำพระองค์ผู้นี้ เขาไม่ประสงค์ให้เรียก
ปลอกอนามัยที่คิดประดิษฐ์ขึ้นตามชื่อของเขา) การณ์ปรากฏว่า ปลอกอนามัยของ
ดอกเตอร์คอนดอมได้รับความสนใจจากบรรดาขุนนางในราชสำนัก ซึ่งนิยมใช้สิ่งประดิษฐ์
ใหม่นี้เพื่อป้องกันการติดเชื้อกามโรค
ความจริงที่ว่าผู้ชายออกจะกลัวโรคติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์มากกว่ากลัว
การให้กำเนิดลูกนอกกฎหมาย ปรากฏชัดแจ้งในคำนิยามของคำว่า “คอนดอม” ตาม
พจนานุกรมหลายฉบับในศตวรรษที่ ๑๗ และ ๑๘ ตัวอย่างหนึ่งในพจนานุกรมคำ
หยาบ ตีพิมพ์ในกรุงลอนดอน เมื่อ ปี ค.ศ. ๑๗๘๕ ให้

นิยามถุงยางอนามัยไว้ ดังนี้ “ไส้แกะตากแห้ง สวมโดยบุรุษในระหว่างร่วม
เพศ เพื่อป้องกันการติดเชื้อกามโรค” คำนิยามมีต่อไปอีกหลายประโยค แต่ไม่มี
ข้อความใดเลยที่กล่าวถึงการคุมกำเนิด เพิ่งมาในศตวรรษที่ ๒๐ นี้เอง เมื่อยาเพนนิซิลิ
นช่วยคลายความหวาดกลัวของผู้ชายต่อโรคซิฟิลิส ถุงยางอนามัยจึงถือเป็นเครื่องป้องกัน
การตั้งครรภ์อย่างแท้จริง

ถุงยางอนามัยทำจากยางแข็ง กำเนิดขึ้นในราวปี ค.ศ. ๑๘๗๐ คนในเวลานั้นนิยม
เรียกกันว่า “ยาง” (Rubber) ถุงยางชนิดนี้ยังไม่บางเป็นแผ่นฟิลม์ ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อโรค
และไม่ใช่แบบใช้แล้วทิ้ง ผู้ใช้ได้รับคำแนะนำให้ล้าง “ยาง” ของเขาก่อนและหลังการมี
เพศสัมพันธ์ และเขาสามารถใช้มันซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าจะมีรอยปริ หรือฉีกขาด แม้ว่า
ถุงยางชนิดนี้มีประสิทธิภาพดีและใช้สะดวกขึ้นมากแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมอยู่
ดี โดยถูกตั้งข้อรังเกียจว่าทำให้การร่วมเพศหมดรสชาติขาดความเร้าใจ ส่วนถุงยาง
สมัยใหม่ทำขึ้นจากยางสังเคราะห์แบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันกำเนิดขึ้นเมื่อ ๖๐ ปีมานี้เอง

...เคล็ดลับการถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์...



จากสถิติพบว่า.. ผู้ใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากกว่า 50% มีอาการปวดตา ตามัว ตาแห้ง สายตาล้า และปวดศีรษะรวมทั้งมีอาการอื่นๆ เช่น ปวดเหมื่อยคอ และหลัง ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์มากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน และยังมีตัวแปรอีกหลายประการที่ทำร้ายสายตาของเรา เช่น ชนิดของจอคอมพิวเตอร์ แสงสะท้อนจากจอคอมพิวเตอร์ ความสว่างของห้อง ท่านั่ง ฯลฯ

เคล็ดลับเพื่อถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์

1. กะพริบตาให้ถี่ขึ้น อาการ ตาแห้ง เกิดจากการที่เรากะพริบตาน้อยลง เนื่องจากมีสมาธิขณะทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ อัตราการกะพริบตาจะลดลงจาก 20 - 22 ครั้งต่อนาที เหลือเพียง 6 - 8 ครั้งต่อนาที ถ้าไม่อยากตาแห้ง ควรจะกะพริบตาให้ถี่ขึ้น หรืออาจใช้น้ำตาเทียมหยอดตา เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น

2. จัดวางคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม ให้ บริเวณหน้าต่างอยู่ทางด้านข้างของจอคอมพิวเตอร์ เพื่อลดแสงตกสะท้อนบนหน้าจอ ควรจัดให้มีระยะห่างระหว่างจอภาพกับตัวเราประมาณ 50 - 70 ซ.ม. จัดระดับจอภาพจากจุดศูนย์กลางของจอคอมพิวเตอร์ ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 4 - 9 นิ้ว ไม่ควรให้จอภาพอยู่สูงหรือต่ำเกินไป

3. ปรับความสว่างของห้อง ควร ปิดไฟบางดวงที่ทำการรบกวนการทำงาน เพราะปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความสว่างที่มากเกินไป ถ้ามีแสงจ้าจากหน้าต่าง ควรใช้มูลี่เพื่อปรับแสงให้ผ่านได้เพียงบางส่วน และไม่เข้าตาโดยตรง หลีกเลี่ยงการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีผิวสะท้อน เช่น โต๊ะสีขาว ควรใช้วัสดุที่มีผิวด้าน ที่สะท้อนแสงไม่มากจะดีกว่า

4. เลือกใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ เวลาพิมพ์งาน ควรเลือกใช้ขนาดของตัวอักษรที่ใหญ่พอ และปรับความเข้มของตัวอักษรให้มากขึ้น ซึ่งขนาดตัวอักษรและความเข้มที่เหมาะสมจะสังเกตได้จากการที่เราอ่านตัวอักษร ได้ในระยะห่างเป็น 3 เท่าของระยะที่นั่งทำงาน หรือเลือกใช้จอคอมพวิเตอร์ชนิด LCD (จอแบน) ซึ่งจะช่วยถนอนสายตาได้ดีกว่าจอแบบเก่า (CRT)

5. เลือกใช้แว่นที่เหมาะสมกับการใช้คอมพิวเตอร์ ควร เลือกใช้เลนส์สีเขียวอ่อน ที่ช่วยให้สบายตาภายใต้แสงจากหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ และเพื่อลดแสงสะท้อนจากจอภาพ โดยเลือกแว่นตาที่มีกำลังขยายสำหรับระยะ 50 - 70 ซ.ม. (ระยะกลาง) ซึ่งค่ากำลังของเลนส์ดังกล่าวจะแตกต่างจากเลนส์อ่านหนังสือ หรือเลนส์มองใกล้ทั่วไป

6. พักสายตา ทุกๆ ชั่วโมง ควรเปลี่ยนอิริยาบถ หรือลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายบ้าง เพื่อพักสายตาและป้องกันอาการปวดเมื่อยจากการใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็น เวลานาน

รู้ถึงเคล็ดลับดีๆ อย่างงี้กันไปแล้วก็อย่าลืมนำไปปฏิบัติตามกันนะคะ เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดีของเพื่อนๆ ผู้รักการเล่นคอมฯ เป็นชีวิตจิตใจ เพราะดวงตาของเราเป็นหน้าต่างของหัวใจ อย่าลืมถนอมมันให้ใช้ได้นานๆ

การออกกำลังสมองสามารถทำได้ด้วยตัวเองได้ มาลองทำดูกันนะคะ

ถ้าอยู่บ้าน ลองทำกิจกรรมเหล่านี้ดู

- ปิดตาทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ปิดตาอาบน้ำ ปิดตาดูทีวี เพื่อเปลี่ยนความเคยชินในการรับข้อมูลจากประสาทสัมผัสเดิม ๆ เช่น เมื่อเราปิดตาดูทีวี แทนที่จะ"มองเห็น" เราก็จะ "ฟัง" และกระตุ้นความคิดว่า เรากำลังดูรายการอะไร หรือพิธีกรซึ่งเป็นเจ้าของเสียงนี้คือใคร
- ปิดไฟในห้องแล้วใช้มือคลำ เพื่อกระตุ้นประสาทในส่วน "สัมผัส" เชื่อมโยงกับความจำว่าสวิตซ์ไฟหรือสิ่งของภายในห้องอยู่ตรงไหน
- สลับกับกิจกรรมที่เคยทำตั้งแต่ตื่นนอน จากที่เคยอาบน้ำก่อนกินข้าว ก็เปลี่ยนเป็นกินข้าวก่อนอาบน้ำ (แต่จะแปรงฟันก่อนก็ได้) เนื่องจากสมองจะใช้พลังในการทำสิ่งใหม่ ๆ มากกว่าตอนที่ทำกิจกรรมเดิม ๆ ซึ่งเคยชิน

ระหว่างเดินทางก็ฝึกสมองได้

- หากเปิดแอร์ระหว่างขับรถทุกวันก็ลองเปิดกระจกขับรถบ้าง แต่ก็ควรเลือกเส้นทางที่มีอากาศบริสุทธิ์หน่อยนะคะ เพื่อเชื่อมโยงประสาทรับกลิ่นและเสียงภายนอกให้ทำงานประสานกันมากขึ้น
- หากคุณต้องขับรถไปทำงานทุกวันก็ลองเปลี่ยนเส้นทางที่ใช้อยู่เดิมบ้าง อาจเป็นเส้นทางที่ใช้อยู่เดิมบ้าง เส้นทางใหม่ที่ทราบอยู่แล้ว หรือเส้นทางทดลองขับก็ได้ เพราะทั้งวิวทิวทัศน์ กลิ่น และเสียงของเส้นทางใหม่จะช่วยกระตุ้นทั้งสมองชั้นนอกและฮิปโปแคมปัสให้สร้าง แผนที่เส้นทางชุดใหม่ขึ้นในสมอง
- เปลี่ยนวิธีการเดินทางบ้าง เช่น จากที่เคยขับรถก็อาจนั่งรถเมล์หรือรถไฟฟ้ามาทำงานแทน

ทำงานไปด้วย ฝึกสมองไปด้วยก็ได้

- เปลี่ยนตำแหน่งสิ่งของบนโต๊ะทำงานโดยเฉพาะถังขยะ เพราะความเคยชินจากการรู้ว่าจะหยิบจับอะไรตรงไหน ทำให้สมองเราทำงานน้อยลง พิสูจน์ได้จากเมื่อคุณย้ายตำแหน่งถังขยะในช่วงแรก ๆ คุณก็ยังทิ้งขยะลงที่เดิมซึ่งไม่ลงถังแล้ว นั่นเป็นเพราะสมองเคยชิน
- พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานใหม่หรือคนที่ไม่ค่อยคุยด้วย เพื่อเติมข้อมูลใหม่ ๆ ให้กับสมอง ทั้งการจำลักษณะใบหน้า เสียงพูดหรืออุปนิสัยส่วนตัวของเพื่อนร่วมงานคนนั้น
- ชวนเพื่อนร่วมงานถกเถียง อภิปรายหรือพูดคุยในประเด็นที่ไม่เคยพูด เพื่อเปิดรับข้อมูลใหม่ ๆ

ลองฝึกดูนะ ค่อย ๆ ทำวันละเล็ก วันละน้อย ก็สามารถจะยืดอายุสมองของคุณให้แข็งแรงนานขึ้น

นักวิทยาศาสตร์เตือนการเกิด "ก๊าซมีเทน" บริเวณขั้วโลก เป็นมหันตภัยใหม่ของการเกิดภาวะก๊าซเรือนกระจก

ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา นักวิทยา ศาสตร์ชื่อดังของไทย กล่าวในงานเสวนา "ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทางออกของโลกที่สวย งาม" ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ว่า มีการศึกษาพบว่าน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกเหนือละลายรวดเร็วจนทำให้ซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ถูกแช่แข็งสลายตัว ส่งผลให้เกิดก๊าซมีเทนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก๊าซนี้เป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนมากขึ้น โดยมีความรุนแรงมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยขึ้นสู่บรรยากาศถึง 21 เท่า

นอกจากนี้ การที่คนเราบริโภคเนื้อสัตว์ จะเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดก๊าซมีเทนมากขึ้น

เพราะในกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์ มีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากกว่ากระบวนการเพาะปลูก ดร.อาจอง เรียกร้องให้ประชาชนลดการบริโภคเนื้อสัตว์ให้น้อยลง เพื่อชะลอและหยุดยั้งการเกิดภาวะเรือนกระจกที่จะส่งผลกระทบต่อโลก และคนที่อาศัยบนโลกใบนี้

สิ่งที่ต้องเตรียม

เส้นสปาเก็ตต้มสุกแล้ว 500 กรัม
ปลาหมึกสดหั่นเป็นชิ้นตามขวาง 100 กรัม
กุ้งสดปอกเปลือก 100 กรัม
ซอสมะเขือเทศ ½ ถ้วยตวง
ซอสพริก 4 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ้วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตายทราย 2 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยป่น 2 ช้อนชา
ผักชีและต้นหอมซอย 4 ช้อนโต๊ะ
หอมใหญ่หั่นบาง 1 หัว
มะนาว 1 ลูก
น้ำมันข้าวโพดสำหรับผัด

วิธีทำ

- ผัดหอมใหญ่กับน้ำมันข้าวโพดจนหอม
- ใส่ปลาหมึก, กุ้งสดที่เตรียมไว้ลงไปผัด ตามด้วยเส้นสปาเก็ตตี้
- ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงทั้งหมดผัดใช้ไฟแรง เติมผักชีและต้นหอมแล้วยกลง
- หยอดหน้าสปาเก็ตตี้คั่วทะเลด้วยมะนาวก่อนรับประทาน แค่นี้ก็อร่อยมากแล้ว



ขอขอบคุณ สูตรอาหาร และรูปภาพสวย..สวย จาก

Pitchaya's Food

สิ่งที่ต้องเตรียม

สปาเก็ตตี้ต้มสุกแล้ว 500 กรัม
กุ้งสดปอกเปลือก 100 กรัม
เนื้อปลากระพง 100 กรัม
แตงกวาหั่นเต๋า 100 กรัม
แครอทหั่นเต๋า 100 กรัม
มะม่วงสุกหั่นเต๋า 100 กรัม
พริกฝรั่งหั่นเป็นชิ้น 1 ผล
ถั่วลันเตา 100 กรัม
น้ำ 4 ถ้วยตวง
ผงปรุงรสไก่ 1 ช้อนชา
ซอสมะเขือเทศ 1 ถ้วยตวง
ซอสพริก ½ ถ้วยตวง
ซอสหอยนางรม 4 ช้อนโต๊ะ
ซอสปรุงรส 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยป่น 1 ช้อนชา
หอมใหญ่หั่นเต๋า 1 หัว
แป้งข้าวโพด 4 ช้อนโต๊ะ
น้ำสำหรับละลายแป้งข้าวโพด 4 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันข้าวโพดสำหรับผัด
ต้นหอมและพริกแดงสำหรับแต่ง

วิธีทำ

- ผัดหอมใหญ่กัน้ำมันข้าวข้าวโพดจนหอม
- เติมปลาและกุ้งที่เตรียมไว้ลงผัดใช้ไฟแรงๆ
- ใส่แตงกวา แครอท พริกฝรั่ง มะม่วงสุก และน้ำ
- ปรุงรสด้วยเครื่งปรุง เติมแป้งข้าวโพดละลายน้ำ คนผสมจนสุกข้น จึงยกลง
- ตักผัดเปรี้ยวหวาน ราดบนเส้นสปาเก็ตตี้ แต่งสวยด้วยผักชีและพริกแดง



ขอขอบคุณ สูตรอาหาร และรูปภาพสวย..สวย จาก

Pitchaya's Food
มารู้จักกับ "ความรัก" กันดีกว่า...






มารู้จักกับ "ความรัก" กันดีกว่า...






A man overtime falls in love with the woman he is attracted to, and a woman overtime becomes more attracted to the man she loves.

ผู้ชาย . . . มักจะตกหลุมรักคนที่เค้าหลงเสน่ห์ และผู้หญิง . . . จะหลงเสน่ห์คนที่เธอตกหลุมรัก






You may only be one person to the world but you may also be the world to one person.

คุณอาจจะเป็นแค่ "คนๆ หนึ่ง" ในโลกใบนี้ แต่. . . คุณอาจจะเป็น "โลกทั้งใบ" ของคนคนหนึ่งก็ได้






Friendship often ends in love, but love in friendship- never.

มิตรภาพ. . . มักจะจบลงด้วยความรัก แต่ . . . ความรักไม่มีวันจบลงด้วยมิตรภาพ






You know when you love someone when you want them to be happy even if their happiness means that you're not part of it.

คุณรู้ว่า คุณรักเค้าก็ต่อเมื่อ . . . คุณต้องการให้เค้ามีความสุข แม้ว่าความสุขนั้นจะหมายความถึง การที่คุณไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน






Love is like standing in the wet cement. The longer you stay, the harder it is to leave. And you can never go without leaving your shoes behind.

ความรัก . . .ก็เหมือนซีเมนต์เปียก ๆ ยิ่งคุณอยู่นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งติดหนึบ จากไปไม่ได้เท่านั้น และคุณจะไม่มีวันจากมาได้เลย โดยที่ไม่ได้ทิ้งรองเท้าไว้ข้างหลัง






Don't rely on the past to create the future, rely on the future to erase the past.

อย่าวางใจ ใช้อดีต . . . เป็นตัวสร้างอนาคต แต่จงใช้อนาคตเป็นตัวลบอดีตทิ้งไป






Love will die if held too tightly; love will fly if held too lightly.

รักจะเฉาตาย . . . ถ้ายึดไว้แน่นเกินไป และรักจะโบยบินไปถ้ายึดไว้หย่อนเกินไป






If you love someone tell them, don't wait or else you will lose the chance.

ถ้าคุณรักใคร บอกเค้าซะ อย่ารีรออยู่เลย ไม่งั้นคุณจะเสียโอกาสนะ







It only takes a second to say "I love you", but it will take a lifetime to show you how much.

ใช้เวลาแค่เพียงชั่ววินาทีในการบอกว่า "ฉันรักเธอ" แต่ใช้เวลาตลอดชีวิตในการแสดงให้เห็นว่า รักมากเพียงไร






Love, is like water, we take it for granted. Thus, when it is gone, it becomes crucial.

ความรัก . . . ก็เหมือนน้ำ เรามักจะเห็นมันเป็นของตาย ต่อเมื่อ มันหมดไปแล้ว นั่นละ ... มันจะกลายเป็นสิ่งจำเป็น






True love is like ghosts, which everyone talks about but few have seen.

รักแท้ก็เหมือนกับปีศาจ ทุกคนพูดถึง แต่มีคนน้อยมากที่ได้เห็นว่า เป็นอย่างไร






The essential sadness is to go through life without loving. But it would be almost equally sad to leave this world without ever telling those you loved that you love them.



ความเศร้าที่สำคัญ คือ การชีวิตโดยปราศจากความรัก แต่มันคงจะเศร้าเกือบจะพอ ๆ กันที่จะจากโลกนี้ไปโดยไม่ได้บอกคนที่คุณคุณรักพวกเค้า"






The way to love anything is to realize that it might be lost.

หนทางที่จะรักสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็คือ การตระหนักสิ่งนั้น ๆ อาจจะสูญหายได้

เด็กที่วันๆ เอาแต่เล่นเกมส์ออนไลน์ ไม่อ่านหนังสือเรียน การบ้านก็ไม่ทำ งานบ้านก็ไม่เคยคิดจะหยิบจับช่วยเหลือพ่อแม่ ทานอาหารแล้วไม่รู้จักล้างจานชาม เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างพฤติกรรมของ "เด็กไม่เอาถ่าน"


ทำไมจึงเรียก "เด็กไม่เอาถ่าน" คาดกันว่าคำนี้มีที่มาจากคำเดิม คือ "เหล็กไม่เอาถ่าน" เพราะในสมัยก่อนนั้น การหลอมเหล็กหรือตีอาวุธจากเหล็กให้แข็งแกร่งนั้น จำเป็นต้องใช้ถ่านในการก่อเปลวไฟจนลุกโชน เพื่อให้ความร้อนแก่เหล็ก แล้วถ่านหรือคาร์บอนจะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในเนื้อเหล็กหลังจากการถลุง ถ้าเหล็กไม่มีถ่านผสมอยู่เลย เหล็กนั้นจะมีคุณภาพต่ำ ไม่แข็งและเหนียวพอที่จะเรียกว่า เหล็กกล้า แต่หากมีมากเกินไปจะทำให้เหล็กเปราะ เหล็กที่ดีควรมีคาร์บอนเข้าไปผสมอยู่ประมาณ 0.1 - 1.8%



ช่างตีอาวุธจากเหล็กในสมัยโบราณ จำเป็นต้องคิดค้นหากลวิธี เพื่อขจัดปัญหาดาบหัก เพราะแสดงถึงกรรมวิธีการผลิตที่ไม่ดีทำให้เหล็กไม่เอาถ่าน จนกลายเป็นคำพูดติดปาก เปรียบเทียบนิสัยคนกับอาวุธว่า "เหล็กไม่เอาถ่าน"




ขอบคุณข้อมูล : lib.ru.ac.th
ที่มา : หนังสือ ภาษาคาใจ ภาค 3 ถอดรหัสภาษาไทยที่ยัง "ค้างคาใจ" เขียนโดย สังคีต จันทนะโพธิ



ที่มา : pooyingnaka
เข้าใจทุกข์...เข้าใจธรรม
การเข้าใจทุกข์...ให้รอบด้านไม่ใช่เรื่องง่าย คนทั่วไปเขาก็เข้าใจ
ทุกข์ไปตามสติปัญญาอย่างโลกๆ ของเขา คือ...เข้าใจว่า ถ้าเมื่อ
ใด..'เรา'..ได้รับอารมณ์ที่เลวก็เป็นทุกข์ ถ้าเมื่อใด..'เรา'..ได้รับอารมณ์
ที่ดีก็เป็นสุข ส่วนนักปฏิบัติในเบื้องต้นจะเห็นว่า...ความสุขและ

ความทุกข์ทั้งหลายยังเป็นของที่แปรปรวน...เอาเป็นเครื่องให้ความ
สุขที่ถาวรไม่ได้ ต่อเมื่อใดผู้ปฏิบัติสามารถคุ้มครองจิตได้ด้วยสติ
ปัญญา จิตไม่เกิดความอยาก ไม่เกิดความยึดถือ และไม่เกิดความ
ดิ้นรนทางใจ เมื่อนั้นจิตจะไม่ทุกข์...

แต่เมื่อใดจิตเกิดความอยาก เกิดความยึดถือ และเกิดความดิ้นรน
ทางใจ เมื่อนั้นจิตจะเป็นทุกข์...ผู้ปฏิบัติในขั้นนี้จึงพยายามรักษาจิต
อย่างเป็นชีวิตจิตใจ ต่อเมื่อปฏิบัติมากเข้าจึงจะเข้าใจ..'อริยสัจจ์'...
ได้อย่างลึกซึ้งหมดจด....

คือ....ได้เห็นความจริงว่าขันธ์ทั้งปวง แม้แต่จิตที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิก
บานนั่นแหละเป็นตัวทุกข์ เข้าใจได้อย่างนี้....'จิตจะเกิดปล่อยวางจิต'...
แล้วได้พบกับสภาวะธรรมแห่งความสิ้นตัณหาหรือวิราคะ...และสิ้นความ
ดิ้นรนทางใจหรือวิสังขาร...นี่เองคือความเข้าใจ..'อริยสัจจ์'...อย่างแจ่ม
แจ้งถึงที่สุด...

สรุปแล้ว....ไม่ว่าจะเจริญวิปัสสนาด้วยการรู้อารมณ์รูปนาม อย่างใดใน
สติปัฏฐาน ก็ทำให้ผู้ปฏิบัติ...มีสติระลึกรู้สภาวะของรูปนามและมีปัญญา
เข้าใจ ความเป็นจริงของรูปนามว่า...มีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ได้ทั้งสิ้น...
และในที่สุด.....'จิตจะเห็นแจ้งอริยสัจจ์ แล้วปล่อยวางความถือมั่นในรูปนาม
ได้ทั้งสิ้น'....ฯ

~พระปราโมทย์ ปาโมชโช~
ขอนอบน้อมแด่คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์





เนื้อบัตเตอร์เค้ก 1/2 ถ้วย
บัตเตอร์ครีม 1/4 ถ้วย
ผงโกโก้ 1/3 ถ้วย
ชอคโกแล็ตแท้ 1 ก้อน
เมล็ดอัลมอนด์สับหยาบ 1/2 ถ้วย








1. ผสมเนื้อบัตเตอร์เค้ก บัตเตอร์ครีม และผงโกโก้ ลงใน
ชามอ่างตีส่วนผสมให้เข้ากันด้วยความเร็วปานกลาง
2. นำมาปั้นเป็นก้อนกลม จิ้มด้วยไม้จิ้มฟันหรือก้านอมยิ้ม
พักไว้
3. ตุ๋นชอคโกแล็ตแท้ ในหม้อตุ๋นให้ละลาย
4. หยิบเค้กที่ปั้นไว้ จับตรงก้าน ราดด้วยชอคโกแล็ตตุ๋น
แล้วชุบอัลมอนด์ที่เตรียมไว้ในถ้วย
5. พักไว้จนเย็น จึงเสิร์ฟ

ทราบหรือไม่ว่าการกินน้ำตาลมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ วันนี้มีเรื่องนี้มาฝาก...


ถึงแม้ว่าน้ำตาลจะให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ก็มีผลเสียต่อสุขภาพเป็นของแถมตามมาอีกหลายโรคดังนี้


1. เมื่อกินน้ำตาลมากเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาลเชิงเดี่ยว (น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง น้ำตาลในผลไม้ น้ำตาลในนม) น้ำตาลจะเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรดมากเกินไป ร่างกายเกิดภาวะไม่สมดุล จึงมีการดึงแร่ธาตุจากส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกายมาแก้ไขความไม่สมดุล


2. ทำให้เกิดไขมันสะสม น้ำตาลจะถูกเก็บไว้ที่ตับในรูปของไกลโคเจน แต่ถ้ามีมากจนเกินไป ตับก็จะส่งไปยังกระแสเลือดและเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน โดยจะสะสมไว้ในส่วนของร่างกายที่มีการเคลื่อนไหวน้อย เช่น สะโพก ก้น ขาอ่อน หน้าท้อง


3. หากยังคงกินน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง กรดไขมันจะสะสมไว้ที่อวัยวะภายในอื่น ๆ เช่น หัวใจ ตับ และไต ดังนั้นอวัยวะเหล่านี้จะค่อย ๆ ถูกห่อหุ้มด้วยไขมัน และน้ำเมือก ร่างกายจะเริ่มผิดปกติ ความดันเลือดจะสูงขึ้น


4. การกินน้ำตาลมากเกินไป มีผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้รู้สึกง่วงเหงาหาวนอน


5. อาการปวดศีรษะเรื้อรัง เป็นตะคริวเวลามีรอบเดือน เป็นสิว ผื่น แผลพุพอง ตกกระ แผลริดสีดวงทวารหนัก ไมเกรน เบาหวาน วัณโรค โรคหัวใจ มะเร็งตับ สิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กับการกินน้ำตาลมากเกินไป


6. น้ำตาลทำให้อาการของโรคติดเชื้อที่เป็นอยู่ทวีความรุนแรงขึ้น เพราะ "เชื้อโรคทุกชนิดใช้น้ำตาลเป็นอาหาร"


7. น้ำตาลนอกจากจะมีผลต่อผู้ใหญ่แล้วยังมีผลต่อเด็กอีกด้วย เพราะถ้าหากเด็กกินน้ำตาลในปริมาณที่มากจนเกินไป จะทำให้เด็กเป็นโรคกระดูกเปราะและฟันผุได้ และอาจเป็นคนโกรธง่าย ไม่มีสมาธิในสิ่งที่ทำอยู่



รู้อย่างนี้แล้ว ควรกินน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมจะดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดี.



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

รวมสาวสวยมากมาย

ข้อมูลนก

ปลาสวยงาม-ตู้ปลาสวยงาม-ข้อมูลปลาทะเล

อาหารสมอง-วาไรตี้

เรื่องขำขัน

สูตรอาหาร-อาหารน่ากิน-ขนมหวานน่าอร่อย

ภาพปริศนา