google search

Google

สามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่เลย

clock

ปฏิทิน

เทคโนโลยีทันสมัย

ภาพถ่ายนักเรียนน่ารักๆ-วัยรุ่น-นักศึกษา-นางแบบ-ดารา

สาวสวยเซ็กซี่-สาวน่ารัก

วิทยาศาสตร์

รูปแปลก-ภาพแปลก-ภาพขำขำ

เรื่องน่ารู้ทั่วไป

สัตว์บก-สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ -สัตว์น้ำ -สัตว์ปีก -สัตว์เลื้อยคลาน -สัตว์ในวรรณคดี

BlogRoll

7 สิ่งมหัศจรรย์ยุคกลาง

7 สิ่งมหัศจรรย์ยุคปัจจุบัน

จระเข้ประหลาดในยุคครีเตรเซียส

Miami : สวรรค์...หรือดินแดนอาชญากรรม

ไขปริศนาปลาพญานาค

7 สิ่งมหัศจรรย์ยุคโบราณ

การกลับมาของ "อเล็กเซย์" เมื่อราชวงศ์โรมานอฟได้คืนชีพ ?!

ปลาหมึกยักษ์ อสูรร้ายใต้สมุทร

แกะปมปริศนาลำแสงมรณะของอาร์คิมิดีส

ความเชื่อในสิ่งลึกลับ : หมอผีวูดู

นอสตราดามุส ผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน

The Witch Hunts : การล่าแม่มด

ตำนานแม่มดแห่งเมือง Blair

flag

free counters

เรียวมะ ซาคาโมโต : บุรุษทรนง

ยอดชู้รักแห่งประวัติศาสตร์

ตำนานมนุษย์หมาป่า

สยามประเทศ ก่อนปรากฏบนแผนที่โลก

การกลับมาของโรคระบาด

ตามหา"ไอ้ตีนโต" มนุษย์วานรดึกดำบรรพ์

มหันตภัยธรรมชาติในอนาคต

มังกรมีจริงหรือเพียงแค่ตำนาน ?

สูตรลึกลับของเครื่องดื่ม โคคา-โคล่า

ปริศนารูปถ่ายของยูนิคอร์น

ภาพถ่ายวิญญาณจากต่างแดน

ภาพถ่ายวิญญาณ (ภาค2)

ภาพถ่ายศพนางเงือก

ปริศนาสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า

ภาพถ่ายวิญญาณ

เรื่องสยองที่ abac

ภาพถ่ายวิญญาณของไทย

ผีในการท่องเที่ยว

ซุปเด็กสุดสยอง

สิ่งก่อสร้างที่น่ามหัศจรรย์ของโลก

ตัวอะไรเนี่ย

photo หน้า...น่าเกลียด

15 โรงแรมแปลก แหวกแนวสุดยอด

''โคลอสเซียม'' : สังเวียนแห่งความตาย

1 วัน ไม่ได้มี 24 ชั่วโมง ( A day is 23 hours 56 minutes 4 seconds )

"นาซ่า"มั่นใจดาวอังคาร เคยมีน้ำ-เดินหน้าหาสิ่งมีชีวิต

ว่าด้วยเรื่องแปลกๆ ของไก่

เปิดตำนานกรุสมบัติวัดราชบูรณะ

อาถรรพณ์ปูโสม : วิญญาณเฝ้าทรัพย์

นักเล่านิทานบันลือโลก

มัมมี่แห่งศตวรรษที่ 21

ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เพราะเหตุใด ?

ผู้ติดตาม

friend

วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553
การทำดีนั้นมีหลายอย่าง อย่างที่ท่านทำโดยได้ร่วมกุศลเป็นเงิน

เพื่อที่จะแผ่ไปช่วยผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากนั้น ก็เป็นการกระทำที่ดีอย่างหนึ่ง


ความสามัคคีนี้ ก็เป็นการทำดีอย่างหนึ่ง

คือมีความปรองดองสามัคคีช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

อุดหนุนกัน แล้วก็ไม่เบียดเบียนกัน


การทำดีอีกอย่างซึ่งจะดูลึกซึ้งกว่า คือ ปฏิบัติตนเอง

คือพิจารณาดูว่าตัวเองกำลังคิดอะไร กำลังทำอะไร ให้รู้ตลอดเวลา

ถ้าเราคอยระมัดระวังตลอดเวลาให้รู้ว่าตัวทำอะไรก็ไม่ผิดพลาด

เพราะว่าโดยมากความผิดพลาดมาจากความไม่รู้ในปัจจุบัน...


พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

หนังสือคำพ่อสอน ในโครงการตามรอยเบื้องพระยุคลบาทด้วยความรักและความดี

60 ปี 60 ล้านความดีถวายในหลวง น้อมเกล้าถวายในหลวง


สรุป ...

1.ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก

2.สามัคคี เกื้อกูลกันและกัน

3.มีสติรู้ตัวเองตลอดเวลา


จาก ลานธรรมจักร
การรู้จักขอโทษนั้นเป็นมารยาทอันดีงามสำหรับตัวผู้ทำเอง และเป็นการช่วยระงับหรือช่วยแก้โทสะของผู้ถูกกระทบกระทั่งให้เรียบร้อยด้วยดีในทางหนึ่ง หรือจะกล่าวว่าการขอโทษคือการพยายามป้องกันมิให้มีการผูกเวรกันก็ไม่ผิด

เพราะเมื่อผู้หนึ่งทำผิด อีกผู้หนึ่งเกิดโทสะเพราะถือความผิดนั้นเป็นความล่วงเกินกระทบกระทั่งถึงตน แม้ไม่อาจแก้โทสะนั้นได้ ความผูกโกรธหรือความผูกเวรก็ย่อมมีขึ้น ถ้าแก้โทสะนั้นได้ก็เท่ากับแก้ความผูกโกรธหรือผูกเวรได้ เป็นการสร้างอภัยทานขึ้นแทน อภัยทานก็คือการยกโทษให้ คือการไม่ถือความผิดหรือการล่วงเกินกระทบกระทั่งว่าเป็นโทษ

อันอภัยทานนี้เป็นคุณแก่ผู้ให้ ยิ่งกว่าแก่ผู้รับ
เช่นเดียวกับทานทั้งหลายเหมือนกัน
คืออภัยทานหรือการให้อภัยนี้ เมื่อเกิดขึ้นในใจผู้ใด
จะยังจิตใจของผู้นั้นให้ผ่องใสพ้นจากการกลุ้มรุมบดบังของโทสะ

โกรธแล้วหายโกรธเอง กับโกรธแล้วหายโกรธเพราะให้อภัย ไม่เหมือนกัน โกรธแล้วหายโกรธเองเป็นเรื่องธรรมดา ทุกสิ่งเมื่อเกิดแล้วต้องดับ ไม่เป็นการบริหารจิตแต่อย่างใด แต่โกรธแล้วหายโกรธเพราะคิดให้อภัย เป็นการบริหารจิตโดยตรง จะเป็นการยกระดับของจิตให้สูงขึ้น ดีขึ้น มีค่าขึ้น

ผู้ดูแลเห็นความสำคัญของจิต จึงควรมีสติทำความเพียรอบรมจิตให้คุ้นเคยต่อการให้อภัยไว้เสมอ เมื่อเกิดโทสะขึ้นในผู้ใดเพราะการปฏิบัติล้วงล้ำก้ำเกินเพียงใดก็ตาม พยายามมีสติพิจารณาหาทางให้อภัยทานเกิดขึ้นในใจให้ได้ ก่อนที่ความโกรธจะดับไปเสียเองก่อน

ทำได้เช่นนี้จะเป็นคุณแก่ตนเองมากมายนัก ไม่เพียงแต่จะทำให้มีโทสะลดน้อยลงเท่านั้น และเมื่อปล่อยให้ความโกรธดับไปเอง ก็มักหาดับไปหมดสิ้นไม่ เถ้าถ่านคือความผูกโกรธมักจะยังเหลืออยู่ และอาจกระพือความโกรธขึ้นอีกในจิตใจได้ในโอกาสต่อไป

ผู้อบรมจิตให้คุ้นเคยอยู่เสมอกับการให้อภัย
แม้จะไม่ได้รับการขอขมา ก็ย่อมอภัยให้ได้

ในทางตรงกันข้าม ผู้ไม่เคยอบรมจิตใจให้คุ้นเคยกับการให้อภัยเลย โกรธแล้วก็ให้หายเอง แม้ได้รับการขอขมาโทษ ก็อาจจะไม่อภัยให้ได้ เป็นเรื่องของการไม่ฝึกใจให้เคยชิน

อันใจนั้นฝึกได้ ไม่ใช่ฝึกไม่ได้ ฝึกอย่างไดก็จะเป็นอย่างนั้น ฝึกให้ดีก็จะดี ฝึกให้ร้ายก็จะร้าย...









พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร..
ชีวิตคน ใช่ดิ้นรน แค่เรื่องรัก
ควรยึดมั่น หลักธรรม คำสั่งสอน
อยากให้เค้า เป็นดั่งใจ เช่นเราปอง
จะเศร้าหมอง สืบไป ในกงเกวียน

ในห้วงทุกข์ มากมาย คือความรัก
แล้วใยจัก ไขว่คว้า แต่รักเล่า
ทำความดี แต่งเสริม ให้ใจเรา
เป็นดังเงา ติดใจเรา ทุกชาติไป

หากจะรัก จงรักกัน ด้วยศีลห้า
จะนำมา ซึ่งความสุข ทุกสมัย
หากใครรัก แล้วให้รัก มาเผาใจ
อย่าหาใคร มาเป็นไฟ ให้ใจเลย

แล้วอย่างนี้ ความรัก มีสุขหรือ
ความรักคือ ความทุกข์ สนุกหมัย
รักพ่อแม่ ตายหรืออยู่ มีที่ไป
รักหลงไหล ตายแล้วไป ไร้ปลายทาง

คนทุกคน ในวังวน จงสำนึก
อย่าลงลึก กับความโลภ และโกรธหลง
เลิกยึดเขา เลิกยึดเรา ด้วยทางปลง
จงสวดมนตร์ ปฏิบัติธรรม ช่วยนำใจ


ขอบคุณบทความจาก บ้านธรรมะ
เป็นเรื่องราวของเพื่อน 2 คนที่กำลังเดินทางอยู่กลางทะเลทราย
เมื่อเดินทางถึงจุดหนึ่ง ก็เกิดการโต้เถียงกัน
เพื่อนคนหนึ่งก็ตบหน้าเพื่อนอีกคนหนึ่ง เพื่อนคนที่ถูกตบหน้า
ไม่ว่าอะไรสักคำ แต่กลับเขียนข้อความไว้ที่พื้นทรายว่า

"วันนี้เพื่อนรักของฉัน ตบหน้าฉัน"

พวกเขาเดินทางกันต่อไป จนกระทั่งพบแหล่งน้ำกลางทะเลทราย
พวกเขาตัดสินใจอาบน้ำที่นั่น เพื่อนคนที่ถูกตบหน้าก็เกิดจมน้ำ
แต่ก็โชคดีที่เพื่อนอีกคนช่วยชีวิตไว้ได้
เมื่อเขาหายตกใจจากการจมน้ำ เขาก็จารึกข้อความไว้ที่ก้อนหินว่า

"วันนี้เพื่อนรักของฉัน ช่วยชีวิตฉันไว้"

เพื่อนคนที่ช่วยชีวิตเขา และตบหน้าเขารู้สึกแปลกใจในการกระทำของเขา
จึงเอ่ยปากถามว่า

"ทำไมตอนที่ฉันทำร้ายเธอ เธอเขียนลงบนพื้นทราย
แต่ตอนนี้เธอเขียนลงบนหิน"

เพื่อนอีกคนยิ้ม และตอบว่า

"เมื่อเพื่อนทำร้ายเรา เราควรจะเขียนลงบนทราย
เพื่อให้สายลมแห่งอโหสิพัดมา และลบมันทิ้งไป
และเมื่อมีความประทับใจเกิดขึ้น
เราควรจะจารึกไว้ในศิลาแห่งความทรงจำจากใจ
ซึ่งสายลมจะมิอาจทำให้มันเลือนลางได้"

จงเรียนรู้ที่จะเขียนลงบนพื้นทราย


ขอบคุณบทความจาก บ้านธรรมะ
ทำชีวิตให้มีแต่ "หน้าที่"
แล้วจะไม่มี "ภาระ"
พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ


ท่านพุทธทาสเคยเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่งว่า

เคยมีคนไปเยี่ยมเยียนท่าน
มาครั้งแรกนั้น ก็สังเกตเห็นอาคารใกล้ ๆ กำลังสร้าง
อีกสามปีต่อมา กลับมาเยี่ยมอีกครั้ง อาคารก็ยังคงก่อสร้างอยู่
ผู้มาเยือนจึงกล่าวขึ้นว่า "อาคารนี้ยังไม่เสร็จอีกนะครับ"
หลวงพ่อท่านกลับตอบว่า "เสร็จแล้ว"
"เท่าที่สร้าง เสร็จแล้ว"

(ท่านพระชยาสาโรบอกว่า)

ให้รู้จักมองให้เป็นเรื่อง ๆ
รู้จักทำให้เสร็จเป็นขั้น ๆ ไป
อย่ามัวแต่ไปกังวลว่า โอย.. ยังมีงานค้างอีกตั้งเท่าไร ๆ
สิ้นวันที ทำเท่าไหร่ก็ไม่เสร็จเสียที มีแต่ความรู้สึกเป็นหนี้
แต่จงมองงานให้เป็นเรื่อง ๆ วันนี้เสร็จอะไรไปบ้างแล้ว พรุ่งนี้จะทำอะไรต่อ

มีสติอยู่กับทุกเรื่องที่ทำ รู้จักเดินทีละก้าว

รู้จักบริหารชีวิตให้เป็น
แล้วชีวิตจะมีแต่คำว่า "หน้าที่" ไม่มี "ภาระ" เลย







ที่มา : เกร็ดธรรมเก็บมาฝาก จากท่านชยสาโร
1.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าหลงผิดคิดไปว่าลำพังการขอเพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องลงมือทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ

2.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าละเลยการใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิตด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ

3.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าประมาทขาดสติในทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว

4.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าพอใจในการเป็นคนคดในข้องอในกระดูก ตลบตะแลงปลิ้นปล้อนลื่นไหลเฉกเช่นศรีธนญชัย

5.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นนักจับผิดมองโลกแต่ในแง่ร้าย เห็นแต่ด้านที่เลวทรามต่ำช้าของมนุษยชาติผู้มีทั้งความดีงามและความผิดพลาดในชีวิตเป็นธรรมดา

6.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนเห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัวจนมองไม่เห็นหัวคนอื่นรวมทั้งส่วนรวม

7.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าพอใจในการประพฤติทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงหลอกลวงประชาชนในทุกรูปแบบ

8.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนละโมบโลภมากในยศ ทรัพย์ อำนาจ ชื่อเสียง กามารมณ์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

9.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเกิดมาเสียเวลาเปล่าโดยไม่เคยประทับรอยแห่งความดีงามฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง

10.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนลืมตัว หลงผิด คิดว่าตนเก่ง ตนดีอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครคอยช่วยเหลือเกื้อกูล

11.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าพอใจในการขุดคุ้ย แคะไค้ ฟื้นฝอยความหลังอันเจ็บปวด ปมด้อยอันขมขื่น ความผิดพลาดอันน่าละอายของคนอื่นขึ้นมานินทา บอกเล่าให้เขาได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจ

12.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นมนุษย์บ้างานที่เห็นงานสำคัญที่สุดในชีวิตจนทอดทิ้งการดูแลสุขภาพ สถาบันครอบครัว และความรับผิดชอบทางสังคม

13.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเลือกคบคนผิด ติดจมอยู่ในหมู่คนเลว คนถ่อย คนทราม คนช่างประจบสอพลอผู้เป็นศัตรูแต่แฝงตัวมาในร่างของมิตร

14.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนเนรคุณบุพการีผู้มีพระคุณอย่างมารดร บิดา ปู่ ย่า ตา ยาย และกัลยาณมิตรผู้เคยหยิบยื่นความช่วยเหลือเกื้อกูลให้ในยามตกยาก

15.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเหยียบย่ำซ้ำเติมคนที่กำลังตกต่ำ อย่าริษยาคนที่กำลังรุ่งโรจน์ อย่าเย็นชาต่อผู้ที่ตกอยู่ท่ามกลางหายนภัยในรูปแบบต่างๆ

16.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าสูญเสียสามัญสำนึกซึ่งเป็นเหตุให้ไม่รู้ดีรู้ชั่ว ไม่กลัวกฎแห่งกรรม และนิยมเหยียบย่ำกฎหมาย

17.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนก้าวร้าว รุนแรง อหังการ หยาบกระด้าง สร้างแต่ความระคายเคืองให้คนอื่น

18.ขอให้ข้าพเจ้าอย่ากลัว อย่าหงอต่อคนชั่ว ต่อคนถ่อย ต่อคนบ้า ต่อความอยุติธรรมที่กำลังครอบงำประชาชนและยุคสมัย

19.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าดูถูกตนเองว่าเป็นคนที่ต่ำต้อยด้อยค่า อันนำมาซึ่งความหดหู่ ท้อแท้ สิ้นหวัง ไม่ลุกขึ้นมาแก้ปัญหาชีวิต

20.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าถูกมอมเมาปั่นหัวให้ต้องลุกขึ้นมาทำสงครามกลางเมืองระหว่างพี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกันเอง


ขอบคุณบทความจาก บ้านธรรมะ
ปริยัติ...ปฏิบัติ...ปฏิเวธ
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปัณโณ)
วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี



ศาสนธรรม แสดงออกทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็นพระสูตร ไม่ว่าจะเป็นพระวินัย ไม่ว่าจะเป็นพระปรมัตถ์
เป็นชื่อแห่งธรรมแท้ๆ ทั้งนั้น
เป็นกรุยหมายป้ายทางเพื่อที่เข้าถึงธรรมแท้
เป็นเข็มทิศทางเดินเพื่อจะให้เข้าถึงธรรมที่แท้จริง
ซึ่งมีอยู่ภายในใจของเรานี้จะเกิดขึ้นที่ใจไม่เกิดขึ้นที่อื่น



การจะรู้ธรรมเห็นธรรมรู้ด้วยปฏิบัติ
ปริยัติศึกษาเล่าเรียนได้ยินได้ฟังมาแล้ววิธีการอย่างไร
ให้นำวิธีการนั้นมาประพฤติปฏิบัติ
ปฏิเวธจะค่อยรู้แจ้งเห็นจริงไปโดยลำดับลำดา
แต่ธรรมนั้นจะไม่เกิดเพียงความจำอย่างเดียว
จะได้เท่าไรก็เต็มตู้เต็มหีบอยู่อย่างนั้น



ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ อย่าลืม
นี้เป็นธรรมที่เกี่ยวโยงกันอย่างแนบแน่นแยกไม่ออก
แยกนิดเสียนิดผิดนิด ยากมากเสียมากผิดมาก

พระพุทธเจ้าพระสาวกท่านไม่ได้ให้แยก
ท่านพยายามให้ธรรมทั้ง ๓ ประเภทนี้
กลมกลืนกันโดยลำดับลำดา
ด้วยความพากเพียรทุกระยะ
ทุกเวล่ำเวลาทุกอิริยาบถ
มีแต่ความเพียรพยายามเพื่อให้ธรรมทั้งสามประเภทนี้
เข้ากลมกลืนเป็นอันเดียวกันเลย
ถึงจะเป็นธรรมทั้งแท่งขึ้นมาได้

ถ้าลงแยกแยกละไม่ได้
เช่น เรียนก็เข้าใจว่ารู้เสีย
ได้เรียนมามากน้อยก็เอาความจำนั้น
มาเป็นพระนิพพานเสียทั้งๆที่เป็นกิเลส



พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนแล้ว ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
ธรรม ๓ อย่างนี้แยกกันไม่ได้
ถ้าผู้ต้องการผลจากทางศาสนธรมอย่างแท้จริง
ดังที่พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็น
และทรงปฏิบัติมาจนสมบูรณ์แล้วนั้น
ต้องดำเนินตามหลักของครูที่สอนนี้
ก็ตั้งอกตั้งใจให้นำออกมาใช้
นำออกมาปฏิบัติให้เป็นภาคปฏิบัติ
แล้วปฏิเวธจะแฝงตัวขึ้นมาภายในจิตใจของเรานี้



(คัดลอกบางตอนมาจาก “ธรรมวิสุทธิ์” ใน มหาสมัยในปัจจุบัน
โดย พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปัณโณ) วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี)
๑) ทุกข์ทางใจ

จิต ที่เป็น ปกติสุขไม่อาจคิดพูดโกหกมดเท็จ การจะโกหกมดเท็จได้ต้องใช้จิตที่เป็นทุกข์เท่านั้น เพราะไหนจะต้องพยายามแต่งเรื่องขึ้นใหม่ ไหนจะต้องออกแรงบิดความจริงอันเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ด้วยปากอันเล็กกระจ้อยร่อย แม้แต่การกลับซ้ายให้กลายเป็นขวาเพียงนิดเดียว ก็อาจพาคนหลงตามคำหลอกของเราไปลงเหวได้แล้ว ทุกคำมุสาที่นึกว่าเล็กน้อย จึงอาจก่อมหันตภัยใหญ่หลวงเกินกว่าจะคาดเดาได้

การรู้ตัวว่าโดนหลอก เป็นความทุกข์ของผู้ถูกหลอก ถ้าเราเป็นคนหลอกเขา ใจเราจะเป็นสุขไปได้อย่างไร การสังเกตเข้ามาในตนเองจะทำให้เห็นทุกข์เป็นขณะ ๆ อย่างชัดเจน

ทุกข์ เริ่มต้นตั้งแต่เมื่ออยากหลอกลวงให้คนอื่นหลงเชื่อ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะรู้สึกถึงความฝืดฝืน นั่นเพราะธรรมชาติของความจริงมีเหตุมีผล การอยากโกหกก็คือการอยากทำลายเหตุผล ซึ่งค้านกันกับสำนึกแบบมนุษย์ที่ต้องการเหตุผลตามจริง

ทุกข์จะทวีตัว ขึ้นเมื่อตัดสินใจหลอกลวงให้คนอื่นหลงเชื่อ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเหมือนใจถูกคลุมไว้ด้วยฝ้าหมอกมายา นั่นเพราะการตั้งใจแต่งเรื่องหลอกคนอื่น ก็คือการพลิกเอาตัวเองออกจากความจริงอันสว่างไปสู่ความเท็จอันมืด จึงไม่มีทางที่ใจจะสดใสโปร่งโล่งไปได้

ทุกข์จะทวีตัวขึ้นอีกเมื่อ พยายามคิดคำลวงให้คนอื่นหลงเชื่อ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นคล้ายมีตัวเราที่รูปร่างหน้าตาแตกต่างไปจากเดิมกำลังดิ้นพล่าน พยายามจินตนาการจับต้นชนปลายความจริงกับความเท็จให้ต่อกันติด ที่มโนภาพของตัวเราแตกต่างจากเดิม ราวกับแปลกไปไม่ใช่ตัวเรา ก็เพราะขณะจิตนั้นเราไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่ตัวจริงตามที่กำลังเป็น

ทุกข์ จะทวีตัวขึ้นถึงขีดสุดเมื่อต้องฝืนขยับปากหลอกลวงคนอื่นให้หลงเชื่อ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นการออกแรงเค้นคำ แตกต่างจากเมื่อพูดความจริงอย่างสบายอารมณ์ นั่นเพราะเรารู้ว่าความจริงเป็นเส้นตรง แต่จะอาศัยปากของเราเข้าไปดัดเส้นตรงนั้นให้เบี้ยวบิดผิดรูป แน่นอนว่าจิตใจและปากคอของเราย่อมเบี้ยวบิดผิดตามไปด้วย ไม่อาจตรงอยู่ได้

ทุกข์ จะไม่จบโดยง่ายแม้เมื่อหลอกลวงให้คนอื่นหลงเชื่อได้สำเร็จ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเป็นความรู้สึกเหมือนมีสองภาค ภาคหนึ่งรู้ความจริง อีกภาคหนึ่งรู้ว่ามีความลวงซ้อนความจริงขึ้นมา อีกทั้งต้องคอยปกปิดให้ดี ยิ่งภาคแห่งความลวงหนาขึ้นกลบภาคแห่งความจริงมากขึ้นเท่าใด เราจะยิ่งรู้สึกคล้ายเกิดหน้ากากปิดบังหน้าตาของตนมากขึ้นเท่านั้น จนวันหนึ่งส่องกระจกเงาแล้วอาจรู้สึกครึ่งจริงครึ่งฝัน ถามตัวเองว่านี่ใบหน้าของเราแน่หรือ?

ในทางปฏิบัติแล้ว การหลอกคนได้มักทำให้ภูมิใจ เพราะหลงนึกว่าตัวเองฉลาด และเห็นว่าคนอื่นโง่ ดังนั้น ทุกข์ที่เกิดจากการฝึกเป็นนักแต่งเรื่องจึงไม่ปรากฏชัดในช่วงต้นวัย ต่อเมื่อหลอกคนอื่นจนกระทั่งจิตทำงานเป็นอัตโนมัติ คล้ายหลอกได้แม้กระทั่งตัวเองให้เชื่ออะไรผิด ๆ หลงตัดสินใจโง่ ๆ และด้วยเหตุนี้เอง เราจึงตระหนักว่าที่สุดของการเป็นคนลวงโลก ก็คือการพาตัวเองไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ร้อนจากการไม่รู้จักตนเองเสียแล้ว








๒) การสั่งสมบาป

เมื่อ ทราบแล้วว่าความมืดเป็นเครื่องหมายของบาป เราก็สามารถสำรวจใจตนเองแล้วทราบได้ว่าการโกหกเป็นบาป เพราะไม่มีการโกหกครั้งใดที่ทำให้จิตของเราสว่างขึ้น มีแต่จะหม่นหมองลง กับทั้งไม่มีแก่ใจคิดอะไรในทางดี ในทางที่เจริญเอาเลย

แรงผลักดันให้ โกหกได้เต็มปากเต็มคำคือ โลภะ โลภะต้องชนะความอยากสบายใจ จึงขับให้เราก่อบาปด้วยการหลอกลวง แท้จริงมนุษย์เราต้องการความสบายใจเหนือสิ่งอื่นใด แต่เพราะอยากได้สิ่งที่ต้องการมากเกินไป หรือจำต้องเห็นแก่สิ่งอื่นยิ่งไปกว่าใจตน จึงยอมทำลายความสบายใจด้วยการพูดคำเท็จ

ที่น่ากลัวก็คือบาปสามารถ สั่งสมตัวได้ นั่นหมายความว่ายิ่งโกหกมากขึ้นเท่าไร ใจก็ยิ่งอึดอัดทรมานมากขึ้นเท่านั้น มองไปทางไหนความจริงทั้งหลายดูน่าบิดเบือนให้ผิดจากเดิมไปหมด

แม้ ขยับปากเอาตัวรอดหรือสร้างภาพให้ดูดี เช่น คนที่บ้านถามว่าไปไหนมา ความจริงเราไปสังสรรค์เฮฮากับเพื่อนฝูง แต่เราไพล่พูดโกหกว่าไปช่วยงานสำคัญที่นั่นที่นี่ ปากของเราก็ได้ชื่อว่าเป็นเครื่องดัดจิตให้เบี้ยวบิดผิดรูปแล้ว เพียงคำลวงเล็ก ๆ ก็จุดชนวนความคิดไม่ตรงไปตรงมาได้ ต่อไปเมื่อต้องตอบแบบเสียภาพลักษณ์นิดเดียว ระบบความคิดของเราจะพยายามสร้างคำพูดไปในทางรักษาภาพทันที โดยไม่คำนึงว่าภาพดี ๆ จะมีความจริงปนอยู่ด้วยมากน้อยเพียงใด

ความ คิดในทางปั้นน้ำเป็นตัวจะลดความฉลาดในการอธิบายให้คนเข้าใจความจริง ทั้งที่พูดความจริงโดยไม่ต้องให้คนฟังเสียความรู้สึกก็ได้ แต่เพราะมัวไปเชื่ออยู่ว่าขืนพูดความจริงก็พังเท่านั้น เลยเท่ากับปิดโอกาสฝึกใจให้ซื่อ ฝึกคิดให้ฉลาด น้อยคนจึงสามารถพูดแบบให้เกิดเรื่องดี ๆ โดยไม่ต้องแต่งเรื่องหลอก ๆ ขึ้นมา

ฉะนั้น เพียงไม่ตั้งใจไว้ก่อนว่าจะเว้นขาดจากการโกหก ก็นับว่ามีโทษแล้ว เพราะเมื่อถูกตั้งเงื่อนไขให้เกิดโลภะอย่างแรงกล้า ความอยากสบายใจก็ลดระดับแทบไม่เหลือ ยังผลให้สติพร่าเลือนลง เปิดช่องให้โลภะเข้าครอบงำจนโง่เขลา หลงนึกว่าบาปแห่งการโกหกเป็นสิ่งสมควรทำยิ่งกว่าบุญแห่งการพูดความจริงให้ เกิดประโยชน์







๓) ความเป็นอยู่ที่เลวร้าย

ไม่ มีความ รู้สึกอึดอัดอันใดย่ำแย่ไปกว่าความรู้สึกอึดอัดอันเกิดจากการโกหก เพราะบาปข้ออื่นยังทำลงไปแบบมีเหตุผลให้โล่งใจกันได้ เช่น เราอาจฆ่าโจรโฉดตามหน้าที่ของตำรวจ เราอาจโกงใครเพราะเขาโกงก่อน เราอาจกินเหล้าเพื่อไม่ให้คนรินเสียใจ แต่ถ้าต้องฝืนใจโกหกครั้งหนึ่ง เราก็ต้องฝืนทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับความจริงอันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่หนึ่งครั้ง เมื่อสั่งสมมากแล้ว ในที่สุดทั้งอกทั้งใจก็เต็มแน่นไปด้วยความอึดอัดครัดเครียด และสับสนอยู่กับตนเองว่าอันไหนจริงอันไหนเท็จ อันไหนตื่นอันไหนฝัน เห็นความจริงเป็นสิ่งไม่น่าเชื่อ กับทั้งมีนิสัยดื้อด้าน ไม่ยอมรับความจริงอย่างน่าสลดสังเวชได้

เมื่อบาปจากการการโกหกถูก สั่งสมมากแล้ว คนโกหกย่อมเลื่อนฐานะเป็นคนลวงโลก ดูเผิน ๆ เหมือนโกหกได้หน้าตาย คิดแต่งเรื่องได้เป็นตุเป็นตะในเวลาอันรวดเร็ว หลอกได้แม้กระทั่งเครื่องจับเท็จ ซึ่งสะท้อนว่าสามารถสะกดจิตตัวเองให้สำคัญไปว่ากำลังพูดเรื่องจริงอย่างเป็น ธรรมชาติ แต่นั่นแหละคือความผิดธรรมชาติอย่างใหญ่หลวง จนก่อให้เกิดกระแสในตัวที่น่าระแวง ไม่ชวนให้อยากคบ อยู่ใกล้แล้วอึดอัด เหมือนอีกาที่ซื่อกับใครไม่เป็น หรือเหมือนลิงที่พร้อมจะล้อเลียนเราทั้งต่อหน้าและลับหลัง

การโกหก หลอกลวงแต่ละครั้งคือการบิดเบือนความจริง ซึ่งก็มีผลสะท้อนให้ความจริงของเราบิดเบี้ยวไปด้วย อาจจะในรูปของการโดนใส่ไคล้ หรืออาจจะในรูปของการถูกเข้าใจผิด คิดให้ดีก็สมกันแล้ว ไม่มีทางที่เราจะบังคับใครต่อใครให้พูดถึงเราตรงตามความจริงไปทั้งหมด เท่า ๆ กับที่เราเองก็ไม่ได้พูดถึงตัวเองตรงตามจริงทุกครั้ง เช่นที่เป็นกันมากคือโกหกเพื่อรักษาหน้า ไม่ยอมรับผิด เป็นต้น

จิต ของคนลวงโลกย่อมมีความบิดเบี้ยว กลับกลอกไปมา แม้แต่เจ้าตัวเองก็ควบคุมไม่ได้ว่าจะให้ชอบอะไรหรือรักใคร คล้ายตกอยู่ในห้วงฝันหลอนที่โยกเยกไหวเอนอยู่เกือบตลอดเวลา

จิตที่ บิดเบี้ยวย่อมเหมาะกับภพใหม่ที่เบี้ยวบิด เต็มไปด้วยความหลอกหลอนให้ผิดหวัง วันนี้นึกว่าดี พรุ่งนี้กลายเป็นร้ายให้ช้ำใจ น่าอึดอัดระอา ถ้ายังมีวาสนาพอจะเกิดใหม่ในโลกมนุษย์ ก็ย่อมตกอยู่ในภาวะผันผวนไม่แน่นอนอย่างรุนแรง

หากตายเยี่ยงคนลวงโลก ผู้ยังไม่อิ่มไม่พอกับการปั้นน้ำเป็นตัว แต่ยังพอมีบุญพยุงไม่ให้ร่วงหล่นถึงนรก ก็อาจไปเสวยภพของพวกหาสัจจะได้ยากในระดับเดรัจฉานภูมิ เช่น อีกา หรือลิงป่าบางจำพวก เป็นต้น

แต่หากตายเยี่ยงคนลวงโลกที่ดีแต่เยาะ หยัน เห็นคนอื่นโง่กว่าตนเสมอ ก็จัดว่ามีความเหมาะกับสภาพความเป็นอยู่ที่ถูกกดขี่อย่างน่าสะพรึงกลัว ดังเช่นนรกภูมิสถานเดียว!
ส่วนผสม

มะระหั่นแว่น 2 ถ้วย
กรรเชียงปู 8 ขา
น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 1 ช้อนชา
น้ำตาล 1 ช้อนชา
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่า 1 ช้อนชา
พริกไทยดำบุบ 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันสำหรับผัด
วิธีทำ

ตั้งน้ำให้เดือดใส่เกลือคนจนละลาย ใส่มะระต้มจนนิ่ม ตักขึ้นแช่ในน้ำเย็น กรองน้ำออกพักไว้
ตั้งกระทะไฟแรง ใส่น้ำมัน ใส่มะระ กรรเชียงปู น้ำมันหอย น้ำปลา น้ำตาล ซีอิ๊วขาว น้ำเปล่า และพริกไทย ผัดให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ



นิตยสาร Health & Cuisine

ส่วนผสม

วุ้นเส้นไม่ฟอก 200 กรัม
มะเขือเทศหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1 ถ้วย
แครอทหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ลวกน้ำร้อน 1 ถ้วย
เห็ดหูหนูดำหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ลวกน้ำร้อน
กุ้งแห้งทอดกรอบ 1 ถ้วย
กุ้งสดลวกสุก 200 กรัม
หัวหอมซอย 1 ถ้วย
ต้นหอมผักชีซอย สำหรับโรยหน้า

น้ำยำ

ส่วนผสม

น้ำมะนาว 1/2 ถ้วย
น้ำปลา 1/2 ถ้วย
น้ำตาลทรายแดง 6 ช้อนโต๊ะ
พริกขี้หนูซอย 10 เม็ด
วิธีทำ

ผสมเครื่องปรุงน้ำยำทุกอย่างให้เข้ากัน พักไว้
นำวุ้นเส้นแช่น้ำเย็นพอนิ่ม แล้วลวกในน้ำเดือดสัก 2-3 นาที ตักขึ้นใส่ตะแกรงพักให้สะเด็ดน้ำ
มะเขือเทศ แครอท เห็ดหูหนูดำ วุ้นเส้น กุ้งแห้งทอดกรอบ กุ้งสดลวก หอมแดงซอย ใส่รวมกันในชามผสม ใส่วุ้นเส้นที่ลวกไว้ ค่อยๆ เทน้ำยำที่ผสมแล้วลงไปคลุกให้เข้ากัน ชิมรสตามต้องการ โรยต้นหอม ผักชีแล้วคลุกให้ทั่ว




นิตยสาร Health & Cuisine
ส่วนผสม

กระเพาะปลา 100 กรัม
น้ำซุปผัก 8 ถ้วย (หัวไชเท้า 1 หัว แครอท 1 หัว ซีอิ๊วขาว 6 ช้อนโต๊ะ น้ำสะอาด 9 ถ้วย ต้มและเคี่ยวสักพักจนผักสลด ตักหัวไชเท้ากับแครอทขึ้น)
น้ำมันสำหรับผัด 2 ช้อนโต๊ะ
เห็ดหอมแช่น้ำให้นิ่ม แล้วหั่นแฉลบ 10 ดอก
เนื้อปูนึ่ง 200 กรัม
ไข่นกกระทาต้มสุก 10 ฟอง
แป้งข้าวโพด 1/4 ถ้วย
ละลายน้ำเปล่า 1/4 ถ้วย
รากผักชี 3 ราก
กระเทียม 6 กลีบ
พริกไทย 1 ช้อนชา
พักชีซอยสำหรับโรยหน้า
วิธีทำ

โขลกรากผักชี กระเทียม พริกไทย รวมกันให้ละเอียด พักไว้
แช่กระเพาะปลาในน้ำร้อนประมาณ 15 นาที เทใส่กระชอน แล้วล้างในน้ำเย็นอีกครั้ง บีบให้แห้ง หั่นเป็นชิ้นพอคำพักไว้ (ถ้าเป็นกระเพาะชิ้นเล็กไม่ต้องหั่นก็ได้)
ตั้งกระทะใส่น้ำมันพอร้อน นำกระเทียมพริกไทยรากผักชีที่โขลกลงผัดพอหอม ใส่กระเพาะปลาและเห็ดหอมลงผัดพอเข้ากัน แล้วตักลงในหม้อน้ำซุปที่ต้มเดือด
ต้มหม้อกระเพาะปลานานประมาณ 10-15 นาที จนเดือด ค่อยๆ เทแป้งข้าวโพดที่ละลายน้ำไว้ใส่ลงไป คนให้เข้ากัน น้ำจะข้นขึ้น ชิมรส ถ้าไม่เค็มจะเติมซีอิ้วขาวอีกเล็กน้อยได้
ตักกระเพาะปลาใส่ชาม โรยเนื้อปูนึ่ง ผักชีและพริกไทย ถ้าเป็นเด็กใส่ไข่นกกระทา 2 ฟองก็ได้
Tips

เนื้อปูอาจจะใส่รวมไปกับกระเพาะปลาและคนรวมกันตามชอบก็ได้



นิตยสาร Health & Cuisine
มีส่วนผสมที่ต้องเตรียมดังนี้

เห็ดเออรินจิญี่ปุ่น 1 1/2 ขีด
กุ้งแชบ๊วย 4 ตัว
หมูบด 1 ขีด
หอมแดงซอย 2 หัว
ต้นหอมซอย 1 ต้น
พริกขี้หนูซอย 5 เม็ด
น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
พริกชี้ฟ้าและผักชี (สำหรับตกแต่งโรยหน้า)

เมื่อเตรียมส่วนผสมกันพร้อมสรรพ ก็เดินหน้าเข้าครัวปรุงเมนูเด็ดกันได้เลย เริ่มจากนำเห็ดเออรินจิญี่ปุ่นมาหั่นเป็นชิ้นพอประมาณ แล้วนำไปลวกในน้ำเดือด จากนั้นตักออกแล้วล้างด้วยน้ำอุ่นอีกที และตั้งพักทิ้งไว้ก่อน

หันมานำหมูบดและกุ้งแชบ๊วยมาลวกให้สุกพอประมาณ และพักไว้ จากนั้นนำหอมแดงซอย ต้นหอมซอย พริกขี้หนูซอย น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ มาผสมรวมกัน จะได้น้ำยำที่ต้องการ แล้วก็นำเห็ดโคนญี่ปุ่น กุ้ง และ หมู ที่ทำพักไว้มาคลุกเคล้ากับน้ำยำให้เข้ากัน เพียงเท่านี้ก็เป็นอันว่าเสร็จได้ “ยำเห็ดเออรินจิญี่ปุ่น” พร้อมตักใส่จาน นำพริกชี้ฟ้าหั่นเป็นเส้นและผักชีมาโรยหน้า ตกแต่งให้สวยงาม พร้อมเสิร์ฟได้เลย




โดย ร้านอาหารอร่อย
เรื่องราวมานะ มานี ปิติ ชูใจ หลังจากเรียนจบ

แพทย์หญิงมานี รักเผ่าไทย

ออกจากห้องคนไข้คนสุดท้ายเมื่อเวลา 16.55 น. พยาบาลที่รออยู่หน้าห้องรายงานว่า มีสุภาพสตรีคนหนึ่งมาคอยพบอยู่ที่ห้องพักร่วมสองชั่วโมงแล้ว มานีรู้สึกตื่นแต้นจนแทบระงับไม่ไหว เธอขอบใจนางพยาบาลคนนั้นพลางถอดเสื้อคลุมและส่งเครื่องมือแพทย์ให้ แล้วรีบเข้าไปล้างมือในห้องน้ำที่อยู่ใกล้ที่สุด

มานีรู้ดีว่าสุภาพสตรีคนนั้นคือ ชูใจ ชูใจเพื่อนรักที่ไม่ได้พบกันเลยตลอดเวลา 17 ปี แม้จะได้ส่งข่าวคราวโทรศัพท์ถึงกันและได้เห็นภาพถ่ายอยู่เสมอ ก็ไม่ดีใจเท่าจะได้พบกันในวันนี้

เมื่อเรียนจบชั้นประถมปีที่ 6 แล้ว

พ่อของมานีก็ส่งเธอไปเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาที่กรุงเทพมหานครเช่นเดียวกับมานะ ส่วนชูใจเรียนต่อที่โรงเรียนประจำอำเภอ แล้วทั้งสองก็ไม่ได้พบกันอีกเลย เพราะย่าของชูใจเสียชีวิต แม่ของชูใจมารับเธอไปอยู่ด้วยที่เพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย พ่อเลี้ยงของชูใจเป็นประธานบริษัทเครื่องหนังที่ร่ำรวย เขาเป็นหมันจึงรักชูใจเหมือนลูกแท้ๆของเขา

ชูใจมีชีวิตที่สุขสมบูรณ์ เธอเรียนต่อด้านการออกแบบเครื่องหนัง และทำงานในบริษัทของพ่อเลี้ยงนั่นเอง และแต่งงานกับลูกชายรองประธานบริษัทซึ่งทำงานอยู่ด้วยกัน

วันนี้ชูใจมีโอกาสได้กลับมาประเทศไทย

เพื่อไปร่วมฉลองพิธีการแต่งงานของปิติที่จังหวัดลำปางในอีกสองวันที่จะถึงนี้ ปิติเรียนสำเร็จจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้พบกับเจ้าสาวของเขาระหว่างเรียนด้วยกัน เจ้าสาวของปิติเป็นลูกสาวชาวสวนผู้มั่งคั่งของจังหวัดลำปาง

เมื่อมานีผลักบังตาเข้าไป

สุภาพสตรีที่นั่งกระวนกระวายอยู่โผเข้ามากอด ทั้งสองกอดกันแน่นหัวเราะพลางร้องไห้พลางด้วยความดีใจสุดขีด

" มานีจ๋า ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน "

" ฉันก็เหมือนกันจ้ะ ชูใจ เธอน่าจะชวนปีเตอร์มาด้วย "







มานีพูดถึงสามีของชูใจ ชูใจคลายวงแขนออก
จ้องมองเพื่อนรักทั้งๆที่น้ำตายังนองหน้า

" ปีเตอร์เหรอจ๊ะ เขาอยากมาจะแย่ แต่ตอนนี้ไม่ว่าง
คราวหน้ามานีแต่งงาน ฉันพาเขามาด้วยแน่ ๆ "
มานีหัวเราะ ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาให้ชูใจและตนเอง
จูงเพื่อนไปนั่งที่เก้าอี้ " ฉันคงไม่มีวันนั้นหรอกจ๊ะ "

" อะไรกัน ? เธอน่ะทั้งสวย ทั้งดี จันทรเขาเล่าให้ฟังหมดแล้วล่ะ "

" อ้าว ไปพบจันทรกับเพชรมาแล้วเหรอ นี่เธอมานานแล้วซี
ไหนว่าจะนอนพักซักงีบ เครื่องลงเมื่อตีสี่ไม่ใช่เหรอ "

" ใครจะไปงีบลงล่ะจ๊ะ หัวใจมันร่ำร้องอยากพบเพื่อนๆ
อากับอาสะใภ้ไปหาฉันที่โรงแรมเมื่อแปดโมง
ฉันก็เลยมากับอา ไปบ้านอา ไปกรอบคุณแม่ของเธอ
คุณพ่อยังไม่กลับจากทำงาน ไปบ้านปิติเจอแต่แม่ของปิติเหมือนกัน
แล้วก็ไปบ้านจันทรกับเพชร ร้านของเขาใหญ่โตดีนะ
น้าของเขาก็มอบให้จันทรกับเพชรดูแลร้าน
ลูกคนเล็กของเขาน่ารักนะ อีกสองคนไปโรงเรียนเลยยังไม่ได้พบ
ถ้าฉันไม่มีทางจะมีลูกได้ ฉันจะขอลูกของจันทรไปเลี้ยง
ไม่รู้เขาจะให้หรือเปล่า " ชูใจคุยจ้ออย่างมีความสุข

" คงให้นะ เพราะจันทรกับเพชรก็รักและไว้ใจชูใจมาก
เออ ... เสียดายครูไพลินกับคุณอาทวีปย้ายไปอยู่ที่อื่นเสียแล้ว
เธอเลยไม่ได้พบ "

" นึกถึงความหลังแล้วมีความสุขจัง ถ้าย่ายังอยู่ก็ดีนะ
ยายของปิติก็เสียแล้ว พี่มานะอกหักแล้วยังหาใหม่ไม่ได้เหรอจ๊ะ
ติดยศพันตรีแล้วไม่ใช่หรือ กลับมาเยี่ยมบ้านบ่อยไหม
แล้วพี่เขาจะกลับลำปางกับเราไหมจ๊ะ"
มานีหัวเราะเบา ๆ

" พี่มานะเขามีคนรักใหม่แล้ว แต่ไม่รู้จะแต่งงานกันเมื่อไหร่
อาจจะได้พาปีเตอร์มาเร็วๆนี้ก็ได้นะ
วันนี้วันศุกร์พี่มานะมาไม่ได้ พรุ่งนี้เขาจะมาแต่เช้า
ไปกับเราด้วย"

"พี่วีระซินะ น่าสงสาร คนดีๆไม่น่าจะเป็นอย่างนี้เลย"

ชูใจรำพึงอย่างสลดใจ

"เขามีภรรยาไม่ดีจ๊ะ เลยกลายเป็นคนขี้เมาหยำเป เสียสติ
เลอะเลือน เพชรต้องดูแลลุงกับป้าแทน เพชรเป็นคนดีมาก
ฐานะของเขาดีทีเดียว น้องๆได้เรียนสูงๆทุกคน"
"ตอนเขากับจันทรแต่งงานกัน ไม่มีใครบอกฉันเลย"
ชูใจตัดพ้อ

"เขาไม่ยอมให้บอกจ๊ะ
มีสตังค์แล้วจะพาลูกๆไปเยี่ยมเธอเอง"
"ขอให้จริงเถอะ เธอก็เหมือนกัน บอกว่าจะไป จะไป
ไม่เห็นไปสักที" ชูใจควักค้อน

"เพิร์ธน่ะน่าอยู่น่าเที่ยวนะ ฉันไปเที่ยวมาหลายแห่งแล้ว
ไม่ชอบใจเท่าเพิร์ธเลยฉันชอบไปที่บุญที่วัดโพธิญาณกับแม่บ่อยๆ
บางทีพ่อก็ไปด้วยพ่อเลี้ยงของฉันเป็นพุทธศาสนิกชนไปแล้วรู้ไหม"
มานีหัวเราะชอบใจ









"ชูใจยังใช้ภาษาไทยได้ดีอยู่นะ
จากไปตั้งสิบกว่าปีแล้ว"
"ฉันพูดภาษาไทยกับแม่เสมอ แต่เรื่องเขียนนี่สิ
ต้องขอบใจมานีที่เขียนจดหมายถึงฉันอยู่เรื่อยๆ
ทำให้ฉันได้อ่านและเขียนภาษาไทย ไม่ลืมภาษาไทย
พจนานุกรมที่เธอส่งไปให้น่ะ
ฉันใช้อยู่เสมอเวลาเขียนจดหมายถึงเธอ
ม่ายงั้นคงเหมือนกับโคลงโลกนิติที่ว่า อักขระห้าวันหนี
เลยจ๊ะ"

"ชูใจหิวไหมจ๊ะ" มานีถามด้วยความเป็นห่วง

"ไม่หรอกจ๊ะ ก่อนมาหาเธอ
จันทรเขาทำก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ให้ทาน อร่อยจังเลย
ไม่ได้ทานนานแล้ว"

"เย็นนี้เราก็จะไปทานข้าวที่บ้านจันทร
เธอจะกลับไปค้างที่โรงแรมหรือเปล่าจ๊ะ"

"เรื่องอะไร? " ชูใจค้อน "ฉันเตรียมกระเป๋ามาแล้ว
นอนกับเธอ พรุ่งนี้เราก็ไปลำปางกันเลย
เพชรเขาจะขับรถพาไป แต่ทางโรงแรมเขาบริการเอง"

"ปิติคงตื่นเต้นดีใจมากนะ นี่คงจะอยากมาหาพวกเราเต็มแก่
ถ้าไม่ติดว่าจะต้องเป็นเจ้าบ่าว"

"ฉันโทรไปหาเขาแล้ว" ชูใจพูดยิ้มๆ "ดีใจมากเลย
เสียงเอะอะโล้งเล้งตามเคย นี่เดี๋ยวคงโทรมาหาพวกเรา"

"ถ้าเช่นนั้น เราไปบ้านจันทรกันดีกว่านะ"
มานีพูดพลางลุกขึ้นหยิบกระเป๋าถือ

"เดี๋ยวจะวานให้รถโรงพยาบาลไปส่ง ฉันไม่มีรถ
ใช้แต่จักรยาน"

"ไม่ต้องหรอกค่ะ ท่านรองผู้อำนวยการผู้แสนมัธยัสถ์
ฉันมีรถตู้ของโรงแรมมาส่งและคอยรับใช้อยู่ตลอดเวลา
ตามคำสั่งของแด๊ด..เอ๊ย...ของพ่อ
พ่อจองโรงแรมให้และสั่งให้โรงแรมบริการทุกอย่าง
ของฝากเธอก็อยู่ในรถ ฉันมีกระเป๋าถือเก๋ๆ
ที่ฉันออกแบบเองมาฝากเธอด้วยล่ะ"

"เฮ้อ...คนมีสตังค์ล่ะก็ เนรมิตอะไรได้ทุกอย่างนะ"
มานีพูดยิ้มๆ

"ชดเชยกับที่ฉันเคยลำบากเมื่อเล็กๆไงล่ะ แหม
คิดถึงย่าจังเลย"

ทั้งสองเดินเกี่ยวก้อยคุยกันไปยังที่จอดรถซึ่งมีรถคันหรูของโรงแรมมีชื่อจอดอยู่

"เธอสั่งงานไว้เรียบร้อยแล้วหรือ
จะพักร้อนตั้งอาทิตย์เชียวนะ
เห็นจันทรบอกว่าเธอเป็นหมอที่เอาใจใส่ห่วงงานมาก
แม้จะมีตำแหน่งเป็นถึงรองผู้อำนวยการแล้วก็ตาม
คนทั้งอำเภอรักเธอ ชอบเธอมากนี่ เมื่อตอนโรคฉี่หนูระบาด
เขาว่าเธอไม่ได้หลับได้นอนเลยนี่ใช่ไหมจ๊ะ"

"จ๊ะ ตอนนั้นแย่หน่อย หมอ พยาบาล เหน็ดเหนื่อยกันทุกคน
ตอนนี้ค่อยยังชั่ว ถ้าเธอมาตอนนั้น
หรือปิติแต่งงานตอนนั้น ฉันคงลำบากใจเหมือนกัน"







เมื่อทั้งสองขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว

รถคันงามก็ออกจากโรงพยาบาลมุ่งไปสู่ตัวเมือง
มานีกับชูใจนั่งคุยไปตลอดทาง
สมกับความรักความคิดถึงที่มีต่อกัน
มิตรภาพอันอบอุ่นเมื่อเยาว์วัยหวนกลับมาสู่หัวใจของคนทั้งสอง
ชูใจมองเพื่อนรัก แล้วพูดเบาๆว่า "แล้วเราก็ได้พบกันนะ
มานี แต่อีกไม่กี่วันเราก็ต้องจากกัน"

"แล้วเราก็จะได้พบกันอีกไม่ใช่หรือชูใจ
ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราก็จะได้พบกันแน่นอน"

"แน่นอนจ๊ะ มานี เราจะได้พบกัน"
ชูใจตอบพร้อมยิ้มอย่างเป็นสุข
เมื่อนึกถึงเวลาแห่งความเบิกบานที่จะได้อยู่กับเพื่อนรักตลอดสัปดาห์นี้
แล้ว....เราก็ได้พบกัน
ได้เมลล์มาฉบับนึง อ่านแล้วชอบมาก อ่านแล้วอยากกลับไปหาหนังสือสมัยเด็กๆ กลับมาอ่านใหม่อีกที....


ยังจำกันได้หรือเปล่า จากบทเรียนสมัยประถมอ่ะ มานี...มานะ...และผองเพื่อน




จะมีใครสักกี่คนที่ทราบว่าตัวละครหลายๆตัว
แท้ที่จริงแล้วมีนามสกุลปรากฎในเรื่องด้วย

เช่น มานี มีนามสกุลว่า รักเผ่าไทย, ปิติ พิทักษ์ถิ่น, วีระ ประสงค์สุข, ดวงแก้ว
ใจหวัง และชูใจ เลิศล้ำ



ภาพประกอบในเรื่องมีคนวาดทั้งหมด 3 ท่าน หนึ่งในนั้น คือ คุณเตรียม ชาชุมพร
นักวาดการ์ตูนและนิยายภาพชื่อดังแห่งชัยพฤษ์การ์ตูน
ซึ่งได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว

ครูประจำชั้นที่ปรากฎในเรื่องมี 2 คน คือ คุณครูไพลิน
เป็นครูประจำชั้นตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง ปีที่ 3 อีกคนคือ
คุณครูกมล เป็นครูประจำชั้นตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงปีที่ 6
แบบเรียนนี้ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องราวของเด็กๆเท่านั้นแต่ยังมีพระเอกกับนางเอกด้วย
ซึ่งก็คือ เกษตรอำเภอที่ชื่อว่า "ทวีป" และคุณครู "ไพลิน"
สองหนุ่มสาวพบกันครั้งแรกเมื่อคราวไฟไหม้ตลาด
เด็กๆเป็นตัวเชื่อมให้ได้รู้จักและแต่งงาน ทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกัน 1 คน

โดยปกติแล้วหมากับแมวมักจะเป็นคู่อริกันเสมอ แต่ในแบบเรียนเล่มนี้ "เจ้าโต" กับ
"สีเทา" หยอกเล่นกันด้วยความเป็นกันเองเหมือนไม่มีพรหมแดนแห่งความเป็นศัตรู


ครั้งหนึ่ง "ปิติ" เคยถูกสลากออมสินเป็นเงินจำนวน 1 หมื่นบาท
ซึ่งเงินส่วนนี้เขาได้นำไปซื้อลูกม้าตัวใหม่และตั้งชื่อให้ว่า "เจ้านิล"
ซึ่งทดแทนเจ้าแก่ที่ตายไป

นอกจากเนื้อเรื่องที่สนุกน่าติดตามแล้ว ในส่วนท้ายของแบบเรียนยังมีประมวลคำศัพท์ ที่อธิบายที่เข้าใจง่ายและเหมาะสมสำหรับเด็ก ยกตัวอย่างเช่น

ภรรยา (พัน-ระ-ยา) หมายถึง ผู้หญิงที่อยู่กินกับผู้ชาย
ผัว หมายถึง ชายที่มีผู้หญิงอยู่กินด้วย
"เจ้าจ๋อ" ลิงของวีระเป็นลิงแสม ชอบถอนขนลูกไก่ และยังเกลียดกลิ่นกะปิ
วีระจัดเป็นเด็กที่ค่อนข้างอาภัพ
พ่อของเขาเป็นทหารและตายในสนามรบตั้งแต่วีระยังอยู่ในท้อง
ส่วนแม่ของเขาก็ตรอมใจตายตามพ่อเขาไปหลังจากที่คลอดวีระได้ 15 วัน
ชีวิตทั้งหมดของวีระจึงอยู่กับลุงตั้งแต่เกิด
"เพชร" มีบ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนบ้านเกิดของ "ดวงแก้ว"
อยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี


บทบาทของ "จันทร" ที่คนส่วนใหญ่จำได้คือ เด็กหญิงที่มีขาพิการ แต่มีใครทราบบ้างว่า ในตอนท้ายของเรื่อง เธอได้รับคัดเลือกให้ร้องเพลง "ความฝันอันสูงสุด" และยังอ่านทำนองเสนาะเฉพาะพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าให้แพทย์หลวง รับตัวไปรับการผ่าตัดขาที่กรุงเทพฯ จนหายเป็นปกติ
ในงานกาชาดของจังหวัด ห้องของครูกมลนำขนมออกขายเพื่อเอากำไร โดยตั้งชื่อขนมเสียใหม่ ซึ่งแสดงถึงความช่างคิดของผู้ประพันธ์ดังนี้

กล้วยฉาบ ตั้งชื่อว่า เหรียญทองชวนลิ้ม
ข้าวเม่าหมี่ ตั้งชื่อว่า สาวน้อยเลือกคู่
ทองม้วน ตั้งชื่อว่า ม้วนเสื่อนางพญา
ทองหยอด ตั้งชื่อว่า น้ำค้างทอง
ถั่วอบเนย ตั้งชื่อว่า ถั่วอบโอชา
ขนมกง ตั้งชื่อว่า ล้อรถพระอาทิตย์

"ชูใจ" อยู่กับย่าและอามาตั้งแต่เล็ก


โดยที่เธอไม่รู้ราบละเอียดใดๆเกี่ยวกับพ่อและแม่แท้ๆของเธอเลย ความจริงก็คือ
พ่อของเธอเสียชีวิตตั้งแต่ชูใจอายุ 1 ขวบ ส่วนแม่ก็อาศัยอยู่ต่างประเทศ
ในตอนท้ายของแบบเรียน แม่ของชูใจบินกลับมารับให้ชูใจไปอยู่ด้วยกัน
แต่ชูใจเลือกที่จะอยู่กับย่าซึ่งเลี้ยงตนมาตลอดตั้งเด็ก

นอกจากเรื่องที่ "เจ้าแก่" ตายจะเป็นตอนที่เรียกน้ำตาของเด็กๆแล้ว
ยังมีตอนหนึ่งซึ่งเศร้าไม่แพ้กัน นั่นคือ "แม่จ๋า" เป็นตอนที่แม่ของเพชร "เพชร"
ตายเพราะถูกงูกัด ขณะไปเก็บหน่อไม้

"มานะ" เป็นเด็กเรียนดี
และเป็นคนเดียวในเรื่องที่ได้ไปเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาที่กรุงเทพฯ ส่วน "มานี" ตอนที่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้รับคัดเลือกให้เป็นรองประธานนักเรียนของโรงเรียน

ในงานแต่งงานงานหนึ่ง ในขณะที่ดื่มกินกันไปได้สักพักใหญ่
พิธีกรในงานก็เชิญคู่บ่าวสาวขึ้นเวทีเพื่อกล่าวอะไรเล็กๆน้อยๆ
เป็นการขอบคุณแขกที่ให้เกียรติมาร่วมงานแต่ง
เจ้าบ่าวที่เริ่มจะได้ที่ก็ขึ้นกล่าวทันที ว่ากันเป็นกลอนเลย
" วันนี้ดีใจจะได้เมีย
หลังจากที่ได้เสียกันหลายหน
วันนี้จะมีเมียเป็นตัวเป็นตน
ขอบใจแขกทุกคนที่มางาน "

พอกล่าวจบเท่านั้น พวกเพื่อนๆเจ้าบ่าวปรบมือกันเกรียวกราว
ต่างก็พูดกันขรมว่า " มันแน่จริงๆว่ะ...เพื่อนกู "

ฝ่ายเจ้าสาวก็รู้สึกอับอายและเสียหน้าเป็นอย่างยิ่ง
จึงกล่าวขอบคุณบรรดาแขกที่มาร่วมงานด้วยเสียงหวานๆน่ารักว่า...
" เช่นกันค่ะ "

" วันนี้ดีใจที่ได้ผัว
เคยเสียเนื้อเสียตัวก็หลายหน
วันนี้ดีใจได้ผัวเป็นตัวตน
แต่เป็นคนที่เท่าไหร่...ไม่ได้จำ "

คุณครูคุยกับเด็กนักเรียนอนุบาล 1 ระหว่างคอยผู้ปกครองมารับกลับบ้าน

" ที่บ้านหนูเลี้ยงสัตว์อะไรบ้างคะ" คุณครูถาม

" มีหมาแค่ตัวเดียวค่ะแต่ข้างบ้านเขาเลี้ยงตั้งหลายอย่างค่ะ มีนก แมว ชะนีก็มีค่ะ" หนูน้อยเล่า

" แล้วหนูชอบอะไรมากที่สุดคะ"

" ชอบนกกับปลาสวยๆ คะ"

" เหรอคะ แล้วคุณพ่อคุณแม่ละคะชอบอะไร" ครูถามต่อ

" คุณพ่อชอบอ่านหนังสือไม่ชอบสัตว์อะไรซักอย่าง.." หนูน้อยส่ายหน้าเมื่อพูดถึงคุณพ่อ

" ส่วนคุณแม่.. เห็นคุณพ่อพูดอยู่เรื่อยเลยว่าคุณแม่ชอบแรดค่ะ.."
เรื่องนี้ เกิดขึ้นที่ชนบทแห่งหนึ่ง
คือมีพระกับเณรกำลังออกบิณฑบาตกัน 2 รูป
ขณะที่กำลังบิณฑบาตอยู่นั้น
พระเกิดปวดท้อง ก็เลยบอกกับเณรว่า

พระ : เณร..ช่วยดูต้นทางให้หลวงพี่ทีนะ
หลวงพี่ปวดท้องขี้ จะเข้าไปขี้ที่พุ่มไม้สักหน่อย
ถ้ามีโยมเดินผ่านมาให้บอกด้วย

เณร : ครับ (แล้วก็ยืนดูต้นทางให้) บังเอิญมีโยมคนหนึ่งเดินผ่านมา เณรก็เลยตะโกนอย่างดังว่า
"โยม! พระนั่งขี้"
ส่วนผสมสำหรับ 1–2 ที่

เนื้อกุ้งแกะ 200 กรัม
มันหมู 25 กรัม
เนื้อปลาขูด 150 กรัม
ไข่ไก่ 1 ฟอง
พริกไทย 1 ช้อนชา
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมสับ 20 กรัม
ตะไคร้ตำอย่างละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลไอซิ่ง 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1/2 ช้อนชา
ต้นตะไคร้ 5–8 ต้น
น้ำมันสำหรับทอด
วิธีทำ

ปั่นเนื้อปลากับมันหมู จนกระทั่งเนียนเข้ากัน ใส่เนื้อกุ้งลงตีผสม แล้วใส่เครื่องปรุงทั้งหมดตีต่อจนเข้ากันอีกเครั้ง
ปั้นเป็นก้อนกลมแบนตามชอบ นำแท่งตะไคร้เสียบตรงกลาง นำไปนึ่งนสุก จากนั้นนำไปทอดอีกครั้งจนสุกเหลืองตามชอบ เสิร์ฟพร้อมผักสด เส้นหมี่ และผักดอง



โดย ร้านอาหารอร่อย
ผู้ชายเปลี่ยนไปได้ยังไง ขึ้นอยู่กับเวลาครับท่าน ผู้ชายจะพูดอย่างนี้

เริ่มที่คำว่ารัก

หลังจากผ่านไป 6 สัปดาห์ “ผมรักคุณ ผมรักคุณ ผมรักคุณ”

หลังจากผ่านไป 6 เดือน “อ๋อ..แน่นอน ผมยังรักคุณอยู่เสมอ”

หลังจากผ่านไป 6 ปี “ถามได้ ถ้าผมไม่รักคุณ แล้วผมจะมาแต่งงานกันคุณหาพระแสงของ้าวทำไมฟะ”

กลับจากทำงาน

หลังจากผ่านไป 6 สัปดาห์ “ที่รัก ผมกลับมาบ้านแล้ว”

หลังจากผ่านไป 6 เดือน “กลับแล้ว”

หลังจากผ่านไป 6 ปี “นี่..ทำกับข้าวหรือยังเนี่ย”

รับโทรศัพท์ให้

หลังจากผ่านไป 6 สัปดาห์ “ที่รักจ๊ะ มีคนอยากคุยกับคุณนะ”

หลังจากผ่านไป 6 เดือน “นี่คุณ โทรศัพท์คุณนะ”

หลังจากผ่านไป 6 ปี “รับโทรศัพท์ซะทีซิฟะ”

ทำกับข้าว

หลังจากผ่านไป 6 สัปดาห์ “ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคุณทำกับข้าวได้อร่อยขนาดนี้”

หลังจากผ่านไป 6 เดือน “แล้วเย็นนี้เราจะกินอะไรกันเนี่ย”

หลังจากผ่านไป 6 ปี “กินของเก่าอีกแล้วหรือฟะ”

ชุดใหม่

หลังจากผ่านไป 6 สัปดาห์ “ว้าว..คุณดูสวยยังกะนางฟ้าตอนสวมชุดนี้เลยนะนี่”

หลังจากผ่านไป 6 เดือน “คุณซื้อชุดใหม่อีกแล้วหรือนี่”

หลังจากผ่านไป 6 ปี “ซื้อมาเท่าไหร่ละเนี่ย”

โทรทัศน์

หลังจากผ่านไป 6 สัปดาห์ “ที่รักจ๊ะ..คืนนี้เราจะดูรายการอะไรกันดี”

หลังจากผ่านไป 6 เดือน “ผมชอบหนังเรื่องนี้”

หลังจากผ่านไป 6 ปี “ผมจะดูแผ่นผี ถ้าคุณไม่ชอบก็ขึ้นไปนอนซะ ผมจัดการ เองได้”

การเมคเลิฟ

หลังจากผ่านไป 6 สัปดาห์ “ที่รักจ๊ะ..คืนนี้ผมอยากนอนกอดคุณจัง”

หลังจากผ่านไป 6 เดือน “ไว้วันหลังก็แล้วกันนะ ผมเหนื่อยมากแล้ว”

หลังจากผ่านไป 6 ปี “นี่ขยับไปฝั่งโน้นได้ไหม เหม็นเบื่อจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว”.
ตัวเลขบนบัตรประชาชนมีความหมายว่าอย่างไร

เลข 13 หลัก แบ่งออกเป็น 5 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1 มี1 หลัก หมายถึง ประเภทของบุคคล ซึ่งมี 8 ประเภท ส่วนที่ 2 มี4 หลัก หมายถึง สำนักทะเบียนที่ออกเลขประจำตัวให้กับประชาชน ส่วนที่ 3 และส่วนที่4 รวมกันมี7 หลัก หมายถึง ลำดับที่ของบุคคลในแต่ละประเภทของแต่ละสำนักทะเบียน ส่วนที่ 5 มี1 หลัก หมายถึง เลขตรวจสอบความถูกต้องของเลขประจำตัวประชาชนทั้งหมด

เลขบัตรประชาชนแต่ละหลักหมายความว่าอย่างไร
ประเภทของบุคคลที่อยู่ในทะเบียนราษฎร แบ่งออกเป็น 8 ประเภท คือ

ประเภทที่ 1 ได้แก่ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งการเกิดภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด
ประเภทที่ 2 ได้แก่ คนที่เกิด และสัญชาติไทย ได้แจ้งการเกิด เกินกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด
ประเภทที่ 3 ได้แก่ คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวซึ่งมีชื่อแต่ละรายการบุคคลในทะเบียนบ้านก่อนวันที่31 พ.ค. 2527
ประเภทที่ 4 ได้แก่ คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและได้มีการย้ายเข้าในทะเบียนบ้านขณะยังไม่มีเลขประจำตัว(ระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 31 พฤษภาคม 2527)
ประเภทที่5 ได้แก่ คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวที่ได้อนุมัตให้เพิ่มชื่อและรายการบุคคลเข้าในทะเบียนบ้าน
ประเภทที่ 6 ได้แก่ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายในลักษณะชั่วคราวและคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ประเภทที่ 7 ได้แก่ บุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย
ประเภทที่ 8 ได้แก่ บุคคล ต่างด้าว ที่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่น ที่อยู่ในประเทศไทยหรือบุคคลที่ได้รับสัญชาติ

รวมสาวสวยมากมาย

ข้อมูลนก

ปลาสวยงาม-ตู้ปลาสวยงาม-ข้อมูลปลาทะเล

อาหารสมอง-วาไรตี้

เรื่องขำขัน

สูตรอาหาร-อาหารน่ากิน-ขนมหวานน่าอร่อย

ภาพปริศนา